Showing posts with label คู่บ่าวสาว. Show all posts
Showing posts with label คู่บ่าวสาว. Show all posts

วางงบก่อนแต่งงาน

วางแผนการเงินก่อนแต่งงาน

เมื่อคนสองคนตกลงที่จะแต่งงานกัน เรื่องที่คนทั้งคู่จะต้องพูดคุยและทำความเข้าใจกันอย่างตรงไปตรงมาก่อนการแต่งงานจะเริ่มขึ้น ได้แก่

1. การกำหนดงบประมาณ
เริ่มจากการที่คู่บ่าวสาวตกลงกันก่อนว่าจะ จัดงานแต่งในลักษณะไหน รูปแบบพิธีอย่างไร จากนั้นก็ถึงส่วนขององค์ประกอบหลักๆ ในการจัดงานกันบ้าง องค์ประกอบสำคัญที่จะต้องนำมาประเมินงประมาณ รายจ่าย ได้แก่
1.1 ค่าโรงแรมหรือสถานที่จัดงาน
1.2 ค่าอาหาร

1.3 ของชำร่วย

1.4 การ์ดแต่งงาน

1.5 ชุดแต่งงาน

1.6 การถ่ายภาพ
1.7 ค่าแต่งหน้าทำผม ค่าเช่ารถ ค่าสมุดลงชื่ออวยพร ค่ากล่องใส่เงิน
1.8 ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการยกขันหมาก
1.9 ค่าประตูเงินประตูทอง

2. อย่าใช้เงินเกินงบประมาณที่กำหนดไว้
คำนวณยอดรายจ่ายที่จำเป็นก่อน แล้วค่อยลดทอนรายละเอียดที่ไม่จำเป็นลง

3. คำนวณจำนวนแขกอย่างรอบคอบ

4. เรียนรู้บทเรียนแรกของชีวิตคู่
สิ่งแรกที่ทั้งคู่จะต้องมีให้แก่กันนั่นก็คือ ความไว้เนื้อเชื่อใจ การเข้าใจซึ่งกันและกัน เมื่อเกิดปัญหาไม่ควรยุติปัญหาด้วยอารมณ์ แต่ควรยึดหลักประณีประนอมจะเป็นผลดีที่สุด


5. คุยกันเรื่องรายได้-รายจ่าย-และเงินออมในอนาคต
ซึ่งสามารถแยกประเด็นย่อยๆ ออกได้ดังนี้คือ
5.1 จะวางแผนการในอนาคตอีก 5-10 ปีข้างหน้าอย่างไร
5.2 การจัดระบบการใช้จ่ายเงินหลังแต่งงาน
5.3 การจัดทำบัญชีงบประมาณการใช้จ่ายประจำเดือนเพื่อคำนวณภาวะความเสี่ยงทางการเงิน
5.4 จัดทำบัญชีเงินสดสำหรับกรณีฉุกเฉินของครอบครัว ซึ่งควรจะต้องมีเงินสดในบัญชีสำหรับกรณีฉุกเฉินอยู่ถึง 6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน


6. แบ่งหน้าที่และความรับผิดชอบ
คู่แต่งงานต้องมีส่วนที่จะต้องร่วมกันรับผิดชอบครอบครัวด้วยกันทั้งสองฝ่าย และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คืออย่าทำให้แผนการบริหารเงิน


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก www.weddingmakmy.com

พิธีรดน้ำสังข์

พิธีรดน้ำสังข์
ในพิธีแต่งงานส่วนใหญ่ ขั้นตอนที่สำคัญอีกอย่างก็คือ การรดน้ำสังข์หรือหลั่งน้ำสังข์ โดยพระผู้เป็นประธาน จะทำการเจิมให้แก่บ่าวสาว ฝ่ายชายนั้นพระท่านสามารถที่จะทำการเจิม 3 จุดได้โดยตรง แต่หากเป็นฝ่ายหญิงแล้ว พระท่านจะต้องจับมือฝ่ายชายเจิมหน้าผากให้เจ้าสาวของตน

หลังจากนั้น จึงสวมมงคลแฝดให้คู่บ่าวสาว โดยสายโยงจะยาวประมาณ 2 ศอกเศษ และส่วนปลายของมงคล จะโยงมาพันที่บาตรน้ำมนต์ และหางสายสิญจน์ พระสงฆ์จะส่งกันไปโดยจับเส้นไว้ในมือ จนถึงพระองค์สุดท้ายก็จะวางสายสิญจน์ไว้ที่พาน หากเป็นการรดน้ำตอนเย็น ซึ่งเป็นที่นิยมในปัจจุบัน จะเป็นมงคลแฝดแบบไม่มีสายโยง

คู่บ่าวสาวต้องนั่งในที่จัดไว้ ซึ่งจะมีหมอนสำหรับรองรับมือและพานรองน้ำสังข์ และญาติผู้ใหญ่ก็จะทยอยกันมารดน้ำสังข์ตามลำดับ เกี่ยวกับการเลือกเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาว ควรเลือกที่อายุใกล้เคียงกับคู่บ่าวสาว และในช่วงที่ใกล้จะแต่งงาน เพราะหากว่าเป็นคนโสดอาจจะต้องกลายเป็นเพียงเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวกันไปตลอด ไม่มีโอกาสได้เป็นเจ้าบ่าวเจ้าสาวตัวจริงกันเสียที แท้จริงแล้วอาจเป็นเพราะผู้ใหญ่ต้องการให้ผู้ที่ใกล้แต่งงานได้ดูขั้นตอนการแต่งงาน เมื่อถึงคราวตนเองจะได้ปฏิบัติตัวได้ถูกต้องและไม่เคอะเขิน

ขั้นตอนในการทำพิธีรดน้ำ
ในสมัยโบราณมีความเชื่อว่า หอยสังข์เป็นหนึ่งในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 14 อย่าง อันเกิดจากกวนเกษียรสมุทรของเหล่าเทวดาและอสูร บางเชื่อว่าครั้งหนึ่งสังข์อสูรได้ลักเอาพระเวทไปซ่อนไว้ในหอยสังข์ พระนารายณ์ได้อวตารไปปราบและสังหาร แล้วทรงล้วงเอาพระเวทออกมาจากสังข์ ทำให้ปากหอยสังข์มีรอยพระหัตถ์ของพระนารายณ์ จึงถือกันว่าสังข์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะเคยเป็นที่รองรับพระเวท การนำมาใส่น้ำมนต์รดให้คู่บ่าวสาว เชื่อกันว่าเป็นสิริมงคล

เมื่อคู่บ่าวสาวสวมแฝดมงคล และนั่งพนมมือคู่กันในที่จัดไว้แล้ว จะมีคนคอยตักน้ำพระพุทธมนต์เติมในสังข์ เพื่อส่งให้ผู้ที่จะรดน้ำอวยพร โดยเริ่มจากพ่อแม่ของคู่บ่าวสาว หรือญาติผู้ใหญ่ ตามลำดับ นิยมรดใส่ในมือให้เจ้าสาวก่อน แล้วจึงรดให้เจ้าบ่าว และกล่าวอวยพรให้คู่บ่าวสาวประสบความสุขความเจริญ อยู่ด้วนกันจนแก่เฒ่า มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง ขณะรดน้ำสังข์ พระสงฆ์จะสวดชยันโต เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่คู่บ่าวสาว

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://th.wikipedia.org

การตัดเค้กแต่งงาน

บทความนี้มาดูว่าการตัดเค้กแต่งงานนั้นมีวิธีปฏิบัติอย่างไร
วิธีตัดเค้กแต่งงานในงานแต่งงานนั้น คู่บ่าวสาวจะตัดเค้กร่วมกัน โดยเริ่มจากชั้นบนสุดไล่ลงมาจนถึงชั้นล่างสุดเพียง 1 ครั้ง ซึ่งมีหลักการคร่าวๆ ดังนี้

- สำหรับมีดสั้น ถ้าจะให้สวยดูอ่อนหวาน ให้เจ้าสาวจับมีดทั้งสองมือแล้วให้เจ้าบ่าวเอามือขวากุมมือเจ้าสาวส่วนมือซ้ายโอบเอวเจ้าสาว แล้วตัดเค้กแต่งงานอย่างช้าๆ

- สำหรับกระบี่ยาว - ให้คู่บ่าวสาวจับกระบี่ยาวพร้อมกันทั้งสองคน โดยใช้ปลายกระบี่แตะเบาๆตั้งแต่เค้กชั้นบนสุดแล้ว เลื่อนลงมาจนถึงชั้นล่าง แล้วตัดเค้กอย่างช้าๆ

สรุปแล้วการตัดเค้กก็ใช้อุปกรณ์การตัดเพียง 2 แบบ ซึ่งก็คือ มีดสั้น หรือ กระบี่ยาว คู่บ่าวสาวมือใหม่ลองเลือกดูแล้วกันว่าอยากใช้วิธีใด

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก www.klothailand.com

การเลือกเค้กแต่งงาน


เค้กแต่งงานที่นิยมใช้ในงานแต่งงานนั้นจะเน้นด้านความสวยงามเป็นหลัก เพื่อให้เกิดความรู้สึกประทับใจแก่แขกที่มาร่วมงานในงาน คู่บ่าวสาว จะตัดเค้กแจกแขกเพียงบางส่วนเค้กบางชั้นจะนำกลับไปบ้านและตัดใส่กล่องแจกจ่ายแก่ญาติมิตรที่ไม่สามารถร่วมงานได้ และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการทำเค้กแต่งงานควรที่จะไปปรึกษานักตกแต่งเค้กล่วงหน้าอย่างน้อย 3-4 เดือนก่อน งานแต่งงานเพื่อออกแบบเค้กเป็นพิเศษให้สอดคล้องกับบรรยากาศของงาน โดยให้มีความกลมกลืนกับ ดอกไม้ประดับ สถานที่ ช่อดอกไม้ของเจ้าสาว เสื้อผ้าและเครื่องประดับ เป็นต้น


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก www.klothailand.com

ประวัติเค้กแต่งงาน


หลายท่านอาจมีคำถามเกิดขึ้นในใจเวลาที่ต้องไปงานแต่งงาน เหตุสงสัยนั้นก็คือ ทำไมงานแต่งงานต้องมึเค้ก ไม่ใช่งานวันเกิดซักหน่อย มีที่มาที่ไปหรือไม่ บทความนี้จะไขข้อสงสัยของหลายท่านได้

ที่มาของการตัดเค้กแต่งงาน ต้องย้อนกันไปยาวถึงสมัยกรีกและโรมันโบราณโน้น ซึ่งสมัยนั้น “เค้กแต่งงาน” จะทำจากแป้งข้าวสาลีหรือข้าวบาร์เล่ย์ และขนมปัง แล้วนำเค้กมาต่อกันให้สูงที่สุด จากนั้นคู่บ่าวสาว ต้องจูบกันเหนือยอดเค้กตามธรรมเนียมในสมัยนั้น หากเค้กไม่ล้มคว่ำลงมา จะถือว่าคู่บ่าวสาวจะมีชีวิตคู่ที่ยั่งยืน เป็นสุข เค้กแต่งงานจึงได้สืบทอดและใช้กันอย่างแพร่หลายในพิธีแต่งงานมาถึงปัจจุบันนี้


ปัจจุบันการแต่งงานของคนไทยได้รับวัฒนธรรมตะวันตก เช่นเดียวกับการเป่าเทียนวันเกิด การทำขนมอบได้ เริ่มมีขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา นับตั้งแต่ชาวตะวันตกได้เข้ามา ทำมาค้าขายและก่อสร้างบ้านเรือนในสมัยพระนารายณ์มหาราช ดังนั้นการตัดเค้กแต่งงานเริ่มแพร่หลายในวงแคบก่อน เช่น ในกลุ่มเชื้อพระวงศ์ที่เคยศึกษาในต่างประเทศหรือชาวต่างประเทศที่พักอาศัยอยู่ในประเทศไทย

ปัจจุบันการแพร่หลายของอาหาร และธรรมเนียมตะวันตกมีมากขึ้น ประกอบกับนโยบายที่ส่งเสริมการลงทุนทางด้านการท่องเที่ยวทำให้มีโรงแรมเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งก่อให้เกิดการขยายตัวในบริการจัดเลี้ยงรวมถึงงานมงคลสมรสด้วย รูปแบบของการจัดเลี้ยงโน้มเอียงไปตามแบบตะวันตก เช่น การเลี้ยงแบบค็อกเทล การดื่มอวยพรและการตัดเค้กแต่งงาน รวมถึงการที่เจ้าสาวสวมใส่ชุดแต่งงานยาวสีขาวบริสุทธิ์

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก www.klothailand.com

Tip สถานที่จัดงานแต่งงาน


กำลังจะแต่งงาน ต้องหาสถานที่แต่งงานต้องเตรียมอะไรบ้าง จะเริ่มต้นอย่างไรดี...ใจเย็นก่อนว่าที่คู่บ่าวสาว บทความนี้ช่วยท่านได้

การหาสถานที่แต่งงานนั้น ก่อนอื่นถ้ามีเพื่อนใครที่แต่งงานไปก่อนในช่วงเวลาไล่ๆ กัน อย่ารีรอที่จะถามไถ่ จะทำให้เรามีข้อมูล เกี่ยวกับสถานที่ค่อนข้าง Update



* ถ้าได้โอกาสเข้าไปแวะดูที่โรงแรมใดแล้ว แม้ว่าห้องจัดเลี้ยง จะไม่ว่าง ก็ขอให้เขาเปิดดูให้หมดทุกห้องที่มี เผื่อว่ามีการ Cancel จากคนที่จองไว้ แล้วเขาโทรมาถามว่าจะเอาไหม จะได้ตัดสินใจ ได้เลย ไม่ต้องขับรถเข้าไปดูกันหลายรอบ



* ถ้าบังเอิญมีงานแต่งงานของคนอื่น ที่จัดในห้องที่เราเล็งไว้อยู่แล้ว ก็ขอทางสถานที่ดูจะทำให้เห็นสภาพ การจัดงานที่แท้จริง จะได้สามารถประเมินถึงความสามารถ ในการจัดงานของโรงแรมได้คร่าวๆ อีกด้วย นอกจากนี้ จะทำให้เรากะจำนวนแขกที่มาในงาน ได้ว่าห้องที่เราเล็งไว้ กว้างขวาง เหมาะสมกับจำนวนแขกเราแค่ไหน



* ลานจอดรถเป็นอีกจุดที่ไม่ควรพลาดที่จะชม ในช่วงที่คนมาใช้บริการโรงแรมมากที่สุด ก็จะทำให้เรา ประเมินได้ว่า ที่จอดรถ พอเพียง และสะดวกหรือไม่



* การวางมัดจำโดยมากจะให้มัดจำที 30% ของค่าใช้จ่าย แต่เราสามารถเลือกที่จะจองห้องไว้ก่อน โดยที่ยังไม่ต้องวางมัดจำ จากนั้นก็ลองดูที่โรงแรมอื่นๆบ้าง เพื่อเปรียบเทียบ ถ้ามีคนอื่นมาถามเรื่องห้องกับทางโรงแรม โดยมากทางโรงแรมจะโทร. มาถามว่าเราจะวางมัดจำเลยหรือเปล่า ถ้ายังไม่มีที่ถูกใจกว่า จะมัดจำตอนนั้นก็ยังไม่สาย



* เมื่อได้สถานที่ที่ถูกใจแล้ว ก็อย่าชะล่าใจ ให้จองโรงแรมแต่เนิ่นๆ ยิ่งวันงานของเราเป็นช่วงวันดี หรือในเทศกาลที่นิยมแต่งงานแล้ว ชักช้าอาจจะมีคนอื่นจองไปก่อน

* ถ้าจัดงานกลางแจ้ง การจัดหาพัดลม โดยเฉพาะพัดลมไอน้ำ ช่วยลดอุณหภูมิที่ร้อนระอุลงได้



* น้ำแข็งตกแต่งสถานที่ อย่าเอามาตั้งเร็วเกินไป เพราะอาจจะละลายก่อนได้



* ควรมีเวลาเผื่อสำหรับเช็คเครื่องเสียง เช็คเครื่องฉาย เช็คไฟ และซักซ้อมกับช่างคุมเครื่องไฟไว้ยิ่งดี



* บางครั้งโรงแรมจะมีคนมาจัดงานแต่งพร้อมๆ กันทีเดียวหลายคู่ ดังนั้นการวางรูปคู่บ่าวสาวรูปใหญ่ไว้หน้างาน จะช่วยให้แขกมางานหาได้ง่ายขึ้น



* ให้เอาการ์ดเชิญ และรายละเอียดงาน รวมถึงรายชื่อแขกไปฝากไว้ที่ประชาสัมพันธ์ของโรงแรมด้วย เผื่อว่าแขกหาไม่เจอ จะได้สอบถามได้



* พยายามถาม Sale ก่อน ว่าห้องที่เราใช้มีงานอะไรก่อนหน้าหรือเปล่า เพราะบางทีจัดงานต่อกันอาจจะเตรียมห้องให้ไม่ทัน



ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://88dbstory.sumhua.com

บทเรียนที่ควรรู้ ก่อนจัดงานแต่งงาน

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ควรรู้ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด

1. เรื่องของใบสัญญาในการจองแพคเกจแต่งงาน

การเช่าตัดชุดวิวาห์ ควรอ่านสัญญาให้ครบถ้วนถึงราคาเช่าตัดนั้น ได้รวมค่าลูกไม้หรือไม่ ก่อนเขียนสัญญาควรอ่านให้ละเอียด และสอบถามเรื่องนี้เพิ่มเติมจะเป็นการดีที่สุด

การวางเงินประกันชุดวิวาห์ บางครั้งไม่มีการตกลงในเรื่องนี้ก่อน แต่จะเรียกเก็บภายหลัง ถึงแม้ว่าทางร้านจะคืนเงินประกันชุดให้ในวันคืนชุด ก็ตาม แต่บางครั้งก็เสียความรู้สึกอยู่ลึก ๆนะค่ะ

2. เรื่องของช่างแต่งหน้าวันงาน

ถ้าเป็นไปได้มีควรดูผลงานของช่างที่ร้าน หรือผลงานจากภาพถ่าย หลาย ๆ ท่านก่อนตัดสินใจ ส่วนเรื่องทรงผมและดอกไม้ประดับผม ต้อง confirm ให้แน่นอน ว่าเราอยากได้แบบไหน ติดดอกอะไร วันจริงควร นัดช่างก่อนเวลา 3 - 4 ชม. ก่อนเริ่มพิธี การรักษาเวลาของ ช่างแต่งหน้าทำผม และตัวเจ้าสาวเองเป็นสิ่งที่สำคัญเพราะจะได้มีเวลาแก้ไขประดิษฐ์ประดอยอย่างสบายใจ และควรขอเบอร์ช่างผมโดยตรงไว้เลยเพื่อความแน่นอน

กรณีที่ต้องไปแต่งหน้าทำผมที่สตูดิโอ ควรเผื่อเวลาเดินทาง เผื่อเวลารถติด เผื่อเวลาตอนเดินทางกลับ มาที่สถานที่จัดงานด้วย


3. เรื่องของช่างภาพ ช่างถ่ายภาพวันงาน
ควรกำหนดให้ช่างภาพมาก่อนเวลา เพื่อเก็บภาพบรรยาศก่อนแขกเดินทางมาถึง และคู่บ่าวสาวได้มีเวลา ถ่ายรูปส่วนตัวก่อน

การทำความเข้าใจกับช่างภาพ ถึงรูปแบบรูป ที่คุณอยากให้เป็น เช่น รูปคู่เยอะหน่อย รูปเผลอๆพอมีบ้าง และหาโอกาสถ่ายภาพกับครอบครัวไว้ก่อนเพราะเมื่อแขกมากันแล้ว โอกาสถ่ายไม่มีแล้วค่ะ พ่อแม่ก็ต้องดูแลรับแขกของท่าน


4. เรื่องของนักดนตรี
ทำความเข้าใจเรื่องการรักษาเวลา นักดนตรีส่วนใหญ่ต้องมาถึงสถานที่จัดงานก่อนเวลา 1-2 ชม. เป็นอย่างน้อย เพื่อเตรียมหาที่ในการจัดวาง อุปกรณ์ และเซทเครื่องดนตรี ให้พร้อมก่อนถึงเวลา

อุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด ควรเตรียมแผนสองไว้เสมอ ในเรื่องของเครื่องดนตรี หากมีการผิดพลาดเกิดขึ้นเช่น สายเครื่องดนตรีขาด ระหว่างเล่นดนตรี ไฟฟ้าขัดข้อง ควรตกลงกับ นักดนตรีก่อนว่าถ้าเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ เขาเตรียมทางแก้ไขไว้พร้อมหรือยัง

5. เรื่องของ Presentationงานแต่ง และปัญหาของลำโพงขยายเสียง
การทำความเข้าใจซักซ้อม ควรทำความเข้าใจกับคนเปิด Presentation ,ผู้ควบคุมในการหรี่ไฟ , ผู้ควบคุมดนตรี หรือคุมแผ่น CD เพลง ให้เข้าใจ ตรงกันให้มากที่สุด และควรซ้อมก่อนถึงเวลาจริง ๆ อย่างน้อย 1 ครั้ง เพื่อหาข้อผิดพลาดและแก้ไข

ปรับเสียงลำโพงให้เป็นระบบ MONO จะดีที่สุด ถ้าลำโพงเสียงเป็น เซอร์ราวน์ + สเตอริโอนั้นหมายความว่า เสียงลำโพงดนตรี กับเสียงร้อง จะถูกแยกกันโดยระบบ - ทำให้แขกที่นั่งอยู่ด้านฝั่งลำโพงเซอร์ราวน์จะ ไม่ได้ยินที่บ่าวสาว พูดบนเวทีค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก www.centerwedding.com

ขนมแต่งงาน ในพิธีแต่งงานของไทย


ขนมในพิธีแต่งงาน มีความหมายนัยมงคลว่าด้วยความสงบสุขของการอยุ่ด้วยกัน, การร่วมสร้าง ครอบครัวใหม่ให้เป็นปึกแผ่น, ความหวานชื่น , ความร่ำรวย และการเจริญเติบโตของเผ่าพันธุ์ บางชาติก็ใช้เมล็ดพืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆ มาทำขนมแต่งงาน บางทีก็มีการประดิษฐ์สื่อสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อสื่อถึงความหมายมงคลต่างๆ ด้วย

ขนมแต่งงานของไทยในสมัยก่อนสื่อความหมายโรแมนติกไม่ใช่เล่นแถมยังต้องมีเคล็ดในการทำ ซึ่งคงเป็นอุบายสอน ให้รู้จักความประณีตอดทนในการตั้งใจทำอะไรสักอย่าง
ขนมแต่งงานโบราณประกอบด้วยขนมกง, ขนมโพรงแสม และขนมสามเกลอ

ขนมกง
มีรูปร่างเป็นคล้ายๆ วงล้อรถค่ะ คือกลม และมีกากบาทตรงกลางทำด้วยถั่วกวนกับมะพร้าว ปั้นเป็นรูปล้อรถ และชุบแป้งทอด ขนมนี้มีความหมายว่า ความรักของคู่บ่าวสาว จะเป็นนิรันดร์เหมือนวงกลมที่ไม่มีจุดสิ้นสุดนั่นเอง

ขนมโพรงแสม
เป็นแผ่นแป้งทรงคล้ายๆ กระบอกข้าวหลามมีรูกลวงข้างใน และโรยน้ำตาลเป็นสายๆ เคลือบแป้งทอดกรอบ ขนมชนิดนี้ใช้แทนสัญลักษณ์ของเสาบ้าน ที่เป็นเหมือนหลักของการสร้างบ้านใหม่ของครอบครัว ใหม่ให้อยู่กันมั่นคงยืนยาว

ขนมสามเกลอ
มีรูปร่างเหมือนก้อนกลม 3 ก้อนติดกัน ชุบแป้งทอด คล้ายๆ ขนมกง อันนี้ใช้เป็นเหมือนขนมเสี่ยงทาย โดยถ้าทอดแล้วขนมอยู่ติดกันก็ถือว่า บ่าวสาวนั้นเป็นเนื้อคู่ ถ้าทอดแล้ว แยกจากกันก็จะต้องแก้เคล็ด โดยเปลี่ยนคนทำใหม่ จนกว่าจะได้ขนมที่สมบูรณ์

สำหรับขนมในงานแต่งงานในปัจจุบันนี้ที่นิยมกันที่ไม่ 7 ชนิด ก็ 9 ชนิด เช่น ขนมเอก, ขนมเสน่ห์จันทร์, ขนมจ่ามงกุฎ, ขนมชั้น, ฝอยทอง, ทองหยิบ, ทองหยอด, เม็ดขนุน และขนมถ้วยฟู

ลองมาดูความหมายของขนมเหล่านี้กัน
ทองเอก เป็นขนมที่จะขาดเสียไม่ได้เลยสำหรับขนมแต่งงาน ด้วยเป็นสัญลักษณ์ของการเป็นเอกเป็นหนึ่ง

ขนมทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ก็แปลว่าให้หยิบเงิน หยิบทอง เพื่อคู่ชีวิตจะได้ร่ำรวยสืบไป

ขนมเสน่ห์จันทร์ ซึ่งรสชาติที่เหมือนกันกับทองเอก และจ่ามงกุฎก็มีความหมายถึง การมีเสน่ห์ผูกมัดใจคู่ชีวิต

ขนมชั้น หมายถึงความเป้นปึกแผ่นมั่นคง ของเดิมนั้นทำกันแบบขนมชั้น9 ชั้น มาหลังๆ นี้ก็มีการพลิกแพลง ทำเป็นรูปร่างต่างๆ กันให้สวยขึ้น

ขนมถ้วยฟู ก็จะใช้แทนความหมายของความเพื่องฟูทั้งลาภยศ อะไรทำนองนี้

ขนมจ่ามงกุฎ คงถูกนำมาใช้ในสใยหลังนี่เองเพื่อความหรูหราสวยงาม เพราะเดิมแล้วขนมชนิดนี้จะใช้ในงานฉลองยศ

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://horoscope.thaiza.com

เทคนิคการเชิญแขก

เรื่องที่คำนึงถึงในการจัดงานแต่งงานอีกเรื่อง และสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่องอื่น คือแขกที่จะเชิญมาเป็นสักขีพยาน และเป็นเกียรติกับคู่สมรส บทความนี้จะนำเสนอเทคนิคการเชิญแขกมางานโดยเริ่มตั้งแต่จะเชิญใครบ้าง จนกระทั่งถึงการแจกการ์ดแต่งงาน เพื่อเป็นแนวทางให้แก่คู่สมรส รวมถึงจะมีเทคนิคเล็กน้อยสำหรับการเชิญแขกด้วย

5 เทคนิคการเชิญแขกมางานแต่งงาน

1. ลิสต์รายชื่อแขกทั้งหมดที่จะเชิญ
ก่อนอื่นเราควรจดรายชื่อแขกทั้งหมด โดยการให้ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ ของฝ่ายเจ้าบ่าวเจ้าสาว รวมทั้งตัวคู่บ่าวสาวเอง เขียนรายชื่อแขกของตัวเองออกมา เพื่อความสะดวกอาจแยกออกเป็นกลุ่มๆ เช่น ญาติฝ่ายเจ้าสาว-ฝ่ายเจ้าบ่าว แขกผู้ใหญ่ของทางคุณพ่อ-คุณแม่ เพื่อนบ้าน เพื่อนที่ทำงาน เพื่อนสมัยเรียนประถม, มัธยม และมหาวิทยาลัย ซึ่งในการจดรายชื่อแนะนำให้ใส่ลำดับที่ด้วยค่ะ ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกในการนับจำนวน

2. ควรเชิญใครบ้าง…?
ขอแนะนำให้คิดง่ายๆ ว่า เชิญทุกคนที่เรารู้สึกดีกับเค้า แล้วเค้ามีไมตรีกับเรา ไม่ต้องกังวลนะคะว่าจะเป็นการรบกวน เพราะการส่งการ์ดเชิญ หมายถึงการที่เรา หรือผู้ใหญ่ของเรา ยินดีอยากให้เค้าได้มาร่วมเป็นเกียรติในงานแต่งงาน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญช่วงหนึ่งในชีวิตของทุกๆ คน

3. จำนวนแขก ต้องสอดคล้องกับงบประมาณ
เพราะการ์ดเชิญ 1 ใบ สามารถเชิญแขกมากกว่า 1 ท่าน เช่น เชิญเป็นคู่ หรือเชิญทั้งครอบครัวที่อาจจะมีสมาชิกได้ถึง 4 ท่าน ดังนั้น จึงต้องคำนวณค่าใช้จ่ายในส่วนต่างๆ ให้สอดคล้องกับจำนวนของแขกที่มาร่วมงานด้วย เช่น ค่าอาหาร และค่าสถานที่ รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในส่วนของการ์ดแต่งงานและของชำร่วย

4. การ์ดและซอง
การสั่งพิมพ์การ์ดควรสั่งมากกว่าจำนวนที่กะไว้ซักประมาณ 5 % เพื่อสำรองไว้ในแขกบางรายที่เราอาจพลาดหลงลืมไป เราจะได้มอบการ์ดให้เขาได้ทันท่วงที และในส่วนของซอง ขอให้เผื่อซองมากกว่าจำนวนการ์ดไปอีก เพราะมักจะเกิดเหตุการณ์เขียนหรือพิมพ์ชื่อแขกผิดอยู่เป็นประจำ

5. ข้อควรระวัง
++ อย่าแจกการ์ดก่อนวันงานนานเกินไป เพราะนอกจากจะทำให้แขกลืมวันงานของคุณ แล้วยังพลอยทำให้ความตื่นเต้น และความอยากมาร่วมแสดงความยินดีลดน้อยลงไปด้วย ดังนั้น ควรจะเริ่มแจกการ์ดก่อนวันงานประมาณ 6-8 สัปดาห์ โดยเราอาจจะมีการกล่าวเชิญด้วยปากเปล่าก่อนหน้านี้ก็ได้
++ แขกที่อยู่ต่างจังหวัด คุณควรส่งการ์ดทางไปรษณีย์ และอย่าลืมแนบคำ “ขออภัยที่มิได้เรียนเชิญ ด้วยตนเอง” ไปด้วย พร้อมทั้งควรโทรศัพท์เช็คซ้ำ ก่อนวันงาน ประมาณ 2-3 สัปดาห์
++ แนบแผนที่จัดงานไว้ในการ์ดด้วย เพื่ออำนวยความสะดวก…ที่สำคัญเจ้าบ่าวเจ้าสาวต้องไม่ลืมที่จะเชิญแขกคนสำคัญด้วยตัวเองนะคะ โดยเฉพาะแขกผู้ใหญ่ทั้งหลายที่เป็นคนสำคัญของงาน


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก www.key8wedding.com

พิธีรดน้ำสังข์ และตำนานโบราณ


1. เครื่องประกอบพิธีรดน้ำสังข์
ชุดพิธีสงฆ์ จะประกอบไปด้วยอุปกรณ์สำหรับประกอบพิธี มีชุดโต๊ะหมู่ พรมรองนั่ง กระโถน แก้วน้ำ ธูป ดอกไม้ พร้อมชุดอาหารเลี้ยงพระ 2 วง แป้งเจิม และด้ายสายสิญจน์
ชุดหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ ประกอบด้วย พวงมาลัยบ่าวสาว มงคลแฝด พานรดน้ำ (พานที่ใช้วางหอยสังข์) ชุดตั่ง หรือถ้านั่งพื้นสามารถ ใช้พรมรองนั่งได้ หมอนรองมือ พานพุ่มดอกไม้สำหรับรับ น้ำสังข์ ของชำร่วย และดอกไม้ประดับ 2 ข้าง เพื่อภาพถ่ายที่สวยงาม อาจจะมีดอกไม้ประดับ ด้านข้างซ้ายและขวา

2. เคล็ดลางความเชื่อ
ในเรื่องเกี่ยวกับพิธีรดน้ำสังข์นี้ ถือเคล็ดลางกันว่า หากเสร็จสิ้นแล้วฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลุกขึ้นก่อน โบราณว่าผู้นั้นจะเป็น ใหญ่ในครอบครัว ด้วยเหตุนี้ ผู้ใหญ่มักจะบอกให้ทั้งสองฝ่ายช่วยกันประคับประคองกันลุกขึ้นแทนที่จะยุให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดลุกขึ้นก่อน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่อไป

3. ทำไมต้อง หอยสังข์
สังข์ หรือหอยสังข์นั้น ประชาชนชาวไทย ต่างก็มีความนับถือกันว่า เป็นของที่เป็นอุดมมงคลอย่างสูงยิ่ง และในงานพิธีีมงคลต่าง ๆ ซึ่งจัดขึ้นในบ้านเรือน ของประชาชนชาวไทยเรา เราก็มักจะได้พบหอยสังข์ ซึ่งใช้เป็นที่หลั่งน้ำแด่คู่บ่าวสาวเพื่อจะทำให้อยู่เย็นเป็นสุข หอยสังข์ นั้นนอกจากจะใช้เป็นเครื่องหลั่งน้ำ เพื่อให้มีความสุขความเจริญแล้ว ยังใช้เป่าเพื่อให้ได้ยินเสียง ให้เกิดความเป็นสิริมงคลอีกด้วย บางความเชื่อก็ว่าที่เรานำหอยสังข์มาใช้ใน พิธีรดน้ำสังข์ ก็เพราะว่า สังข์ คือหนึ่งในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 14 อย่าง อันเกิดจากการกวนเกษียรสมุทรของเหล่าเทวดาและอสูร จึงถือเป็นของสิริมงคลสำหรับคู่บ่าวสาว ส่วนประเพณีการใช้น้ำพระพุทธมนต์บรรจุในสังข์ ก็โดยเหตุที่คนไทยเป็นพุทธศาสนิกชน ดังนั้นน้ำที่เกิดจากการ เจริญพระพุทธมนต์ จึงถือเป็น สิ่งมงคล ยิ่ง จึงทำให้ในพิธีแต่งงานได้นำน้ำมาบรรจุในหอยสังข์ การรดน้ำสังข์ จึงเสมือนเป็นการอวยพรให้คู่บ่าวสาวมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตคู่

4. ตำนานสังข์
มีที่มาจากเรื่องเล่าเป็นปรัมปราต่อกันมาว่า มียักษ์ตนหนึ่งชื่อว่า สังข์อสูร ยักษ์ตนนี้ได้มาพบพระพรหม ในขณะที่บรรทม หลับอยู่และมีพระเวทต่าง ๆ ไหลออกมาจากพระโอษฐ์ ก็ให้เกิดความอิจฉา จึงได้ขโมยเอาพระเวทต่าง ๆ นั้นไปเสียเพื่อที่ พวกพราหมณ์จะได้ไม่มีพระเวทเป็นเครื่องสวดอ้อนวอนพระพรหมและเทพเจ้าองค์อื่น ๆ ได้อีก แต่ในขณะเดียวกันนั้นพระนารายณ์ผู้เป็นเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นการกระทำของยักษ์สังข์อสูรนั้นทุกประการจึงติดตามไปเพื่อจะเอาพระเวท นั้นกลับคืนมา เมื่อยักษ์สังข์อสูรเห็น พระนารายณ์ติดตามตนมาในระยะกระชั้นชิด เช่นนั้นก็เห็นว่าเป็นการจวนตัวจึงได้กลืน พระเวททั้งหมดลงไปไว้ในท้องของตน แล้วกระโดดลงไปในน้ำมหาสมุทรดำน้ำ หนึหายไป เมื่อพระนารายณ์เห็นดังนั้น จึงได้เนรมิตร่างของพระองค์ให้เป็นปลาใหญ่ เที่ยวค้นหาตัวยักษ์สังข์อสูรเพื่อจะจับตัวไว้ให้ได้ก่อนที่ยักษ์สังข์อสูรนั้นจะทำลาย พระเวท ให้หมดไปจากโลก ในที่สุดพระนารายณ์ก็จับตัวยักษ์สังข์อสูรเอาไว้ได้ แล้วจึงทวงถามเอาพระเวทคืน แต่ยักษ์สังข์อสูรนั้นไม่ได้มีการเจรจาโต้ตอบแต่ประการใดได้แต่นิ่งเฉยอยู่เท่านั้น เมื่อพระนารายณ์ผู้เป็นเจ้าพิจารณาดูไปก็ได้ ้ทราบว่ายักษ์สังข์อสูรได้กลืนเอาพระเวทเข้าไว้ในท้องของตน จึงได้เอาพระหัตถ์บีบที่ปากของยักษ์สังข์อสูร จนเนื้อที่ปากนั้นปริออกมาตามระหว่างนิ้วของพระองค์แต่เมื่อทรงเห็นว่ายักษ์สังข์อสูรนั้นยังไม่ยอมคืนพระเวทอีก จึงได้ทรงเอานิ้ว พระหัตถ์ล้วงเข้าไป ในท้องของสังข์อสูรแล้วทรงค้นหาพระเวทซึ่งอยู่ในท้องของสังข์อสูร เมื่อทรงเอาพระเวทกลับคืนออกมาจากท้อง ของยักษ์สังข์อสูรได้จนหมดเรียบร้อยทุกพระคัมภีร์แล้ว พระนารายณ์ผู้เป็นเจ้าจึงได้ทรงสาปยักษ์สังข์อสูรนั้นว่า ขอให้เจ้าจงมีสภาพ ร่างกายเป็นอย่างนี้และจงอยู่แต่ในน้ำสืบไป อย่าได้ขึ้นมาบนบกอีกต่อไปเลย เมื่อชาวมนุษย์ทำงานมงคลใด ๆ จึงค่อยมาจับเอา ตัวเอ็งไปร่วมในงานพิธีมงคลนั้นด้วย เมื่อทรงสาปแล้วได้ทรงทิ้งร่างของยักษ์สังข์อสูร นั้นลงไปใน ในมหาสมุทรทันที แล้วจึงได้เอา พระเวทนั้นมาส่งคืนให้แก่พระพรหมผู้เป็นเจ้าของเดิม เมื่อยักษ์สังข์อสูรนั้นอยู่ในน้ำมหาสมุทรเนิ่นนานเข้าจึงได้กลับกลายมาเป็นหอยสังข์ และมีสภาพเหมือนกับคำที่พระนารายณ์ได้สาปไว้ทุกประการ ตามบริเวณร่างกายของหอยสังข์นั้น ได้มีรอยนิ้วพระหัตถ์ของพระนารายณ์ผู้เป็นเจ้ายังปรากฏอยู่ในขณะที่พระองค์ทรงบีบปากเพื่อค้นหาคัมภีร์พระเวทเมื่อครั้งแรก และที่ปากของหอยสังข์จึงเป็นรอยยาวออกมานั้น ก็เพราะพระนารายณ์ท่านลากคัมภีร์พระเวทต่าง ๆ ออกมาทางปากครั้น เมื่อถึงเวลาจะทำพิธีมงคลต่าง ๆ จึงจะนำหอยสังข์นั้นมาเข้าร่วมอยู่ในงานพิธีมงคล อย่างพิธีแต่งงานเพราะหอยสังข์เคยเป็นที่บรรจุพระเวทต่าง ๆ ไว้ในท้องของตนจนครบทุกประการนั่นเอง

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก www.key8wedding.com

ฤกษ์แต่งงาน

การดูฤกษ์แต่งงาน
ฤกษ์การแต่งงาน ถือเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต ซึ่งเป็น การตัดสินใจ ระหว่างคน 2 คน ที่จะดำเนินชีวิตร่วมกัน การที่คู่แต่งงาน จะประสบความสำเร็จในชีวิตคู่ นอกจากการประคับประคอง การปรับตัว และดำเนินชีวิตอย่างถูกหลักของชีวิตแล้ว คนไทยแต่โบราณ ยังเชื่อกันว่าฤกษ์มีส่วนทำให้ การกระทำกิจใด ๆราบรื่นและประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี เรื่อง ฤกษ์แต่งงาน ก็เช่นเดียวกัน ตามตำราโหราศาสตร์ กล่าวถึงการหาฤกษ์ ตั้งแต่ สู่ขอ ยกขบวนขันหมาก ไปจนถึงฤกษ์ส่งตัว การหาฤกษ์แต่งงาน จะดูทั้งวัน เดือน ปี ที่สมพงศ์กันระหว่าง บ่าว - สาว คำว่า "สมพงศ์" นั้น หมายความว่า การร่วมวงศ์ตระกูลกัน หรือการแต่งงานนั่นเอง
คนไทยนิยมจัดพิธีแต่งงานในเดือนคู่ ตามปฏิทินจันทรคติ และวันที่เหมาะสำหรับ จัดพิธีแต่งงานมากที่สุด คือ วันศุกร์ เพราะมีเสียงพ้องกับคำว่า "สุข" เชื่อว่าจะทำให้ครอบครัว มีความสุข ความเจริญ และยิ่งถ้าได้จัดในวัน อธิบดี และ วันธงชัย ก็จะยิ่งดี
วันที่คนไทยห้ามจัดแต่งงานคือวันอังคาร และ วันเสาร์ เพราะถือว่าเป็น "วันแรง" และวันพุธ ก็ถือว่าชื่อของวันมีความหมายเป็นวันแรงเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม วันที่มีฤกษ์ดีเลิศเหล่านี้ มีเพียงไม่กี่วัน ใน 1 ปี สำหรับคู่แต่งงานบางคู่ ที่ไม่อยากรอฤกษ์นาน ก็อาจจะถือเอา "ฤกษ์สะดวก" คือ ปลอดจากฤกษ์ไม่ดีทั้งหลาย

รายละเอียดของฤกษ์แต่งงาน
ฤกษ์แต่งงาน เป็นฤกษ์ที่มีพิธีรีตองมากกว่า ฤกษ์มงคล อื่นๆ เริ่มตั้งแต่ ฤกษ์หมั้น, ฤกษ์วันแต่งงาน, บางรายต้องหา ฤกษ์ขันหมากตอนเช้าก่อนเที่ยง, ฤกษ์รดน้ำ, เรียงหมอน ฯลฯการด ูฤกษ์แต่งงาน ของคู่บ่าวสาว จะต้องมีการนำดวงชะตาของทั้งสอง มาวางฤกษ์ไม่ให้จันทร์จร เป็นอริ มรณะ และวินาศกับ ดวงชะตาและจันทร์เดิมและไม่วางลัคนา ดวงฤกษ์ต้องไม่เป็นอริ มรณะ กับดวงชะตาเดิม และ วินาศกับคู่บ่าวสาว
โบราณท่านแสดงถึงการให้ ฤกษ์มงคล ที่ดี
ให้ใช้ดิถี 3, 5, 6, 7, 10, 11, 12 ดี
เดือนให้ใช้เดือน 1, 2, 5, 6
ฤกษ์ที่ให้ได้ ฤกษ์ 4, 5, 9, 10, 12, 13, 14, 15, 18, 19, 21
ลัคนาฤกษ์ ให้อยู่ในราศี พฤษภ เมถุน กันย์ ตุลย์ ธนู กุมภ์ ดี และต้องให้พระจันทร์เป็นชอบแก่ลัคนา คือ ไม่เป็นอริ มรณะ และ วินาศแก่ลัคนา
เดือนที่ห้ามให้ฤกษ์แต่งงาน
เดือน 6 เดือน 3 ห้ามให้ฤกษ์ขึ้น หรือแรม 4 ค่ำ
เดือน 7 เดือน 10 ห้ามให้ฤกษ์ขึ้น หรือแรม 8 ค่ำ
เดือน 5 เดือน 8 ห้ามให้ฤกษ์ขึ้น หรือแรม 6 ค่ำ
เดือน 11 เดือน 2 ห้ามให้ฤกษ์ขึ้น หรือแรม 12 ค่ำ
เดือน 9 เดือน 12 ห้ามให้ฤกษ์ขึ้น หรือแรม 10 ค่ำ
เดือน 1 เดือน 4 ห้ามให้ฤกษ์ขึ้น หรือแรม 2 ค่ำ

วันที่ห้ามให้ฤกษ์แต่งงาน
วันอาทิตย์ ห้ามขึ้น / แรม 12 ค่ำ
วันจันทร์ ห้ามขึ้น / แรม 11 ค่ำ
วันอังคาร ห้ามขึ้น / แรม 7 ค่ำ
วันพุธ ห้ามขึ้น / แรม 3 ค่ำ
วันพฤหัสบดี ห้ามขึ้น / แรม 6 ค่ำ
วันศุกร์ ห้ามขึ้น / แรม 12 ค่ำ
วันเสาร์ ห้ามขึ้น / แรม 12 ค่ำ

วันจม ไม่ดี
เดือน 5 / 10 วันพฤหัสบดี วันจม
เดือน 1 / 6 วันอาทิตย์ วันจม
เดือน 7 / 2 วันจันทร์ วันจม
เดือน 8 / 3 วันอังคาร วันจม
เดือน 9 / 4 วันพุธ วันจม
เดือน 11 วันศุกร์ วันจม
เดือน 12 วันเสาร์ วันจม


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก www.tlcthai.com
Custom Search