Showing posts with label การ์ดแต่งงาน. Show all posts
Showing posts with label การ์ดแต่งงาน. Show all posts

เทคนิคการเชิญแขก

เรื่องที่คำนึงถึงในการจัดงานแต่งงานอีกเรื่อง และสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่องอื่น คือแขกที่จะเชิญมาเป็นสักขีพยาน และเป็นเกียรติกับคู่สมรส บทความนี้จะนำเสนอเทคนิคการเชิญแขกมางานโดยเริ่มตั้งแต่จะเชิญใครบ้าง จนกระทั่งถึงการแจกการ์ดแต่งงาน เพื่อเป็นแนวทางให้แก่คู่สมรส รวมถึงจะมีเทคนิคเล็กน้อยสำหรับการเชิญแขกด้วย

5 เทคนิคการเชิญแขกมางานแต่งงาน

1. ลิสต์รายชื่อแขกทั้งหมดที่จะเชิญ
ก่อนอื่นเราควรจดรายชื่อแขกทั้งหมด โดยการให้ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ ของฝ่ายเจ้าบ่าวเจ้าสาว รวมทั้งตัวคู่บ่าวสาวเอง เขียนรายชื่อแขกของตัวเองออกมา เพื่อความสะดวกอาจแยกออกเป็นกลุ่มๆ เช่น ญาติฝ่ายเจ้าสาว-ฝ่ายเจ้าบ่าว แขกผู้ใหญ่ของทางคุณพ่อ-คุณแม่ เพื่อนบ้าน เพื่อนที่ทำงาน เพื่อนสมัยเรียนประถม, มัธยม และมหาวิทยาลัย ซึ่งในการจดรายชื่อแนะนำให้ใส่ลำดับที่ด้วยค่ะ ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกในการนับจำนวน

2. ควรเชิญใครบ้าง…?
ขอแนะนำให้คิดง่ายๆ ว่า เชิญทุกคนที่เรารู้สึกดีกับเค้า แล้วเค้ามีไมตรีกับเรา ไม่ต้องกังวลนะคะว่าจะเป็นการรบกวน เพราะการส่งการ์ดเชิญ หมายถึงการที่เรา หรือผู้ใหญ่ของเรา ยินดีอยากให้เค้าได้มาร่วมเป็นเกียรติในงานแต่งงาน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญช่วงหนึ่งในชีวิตของทุกๆ คน

3. จำนวนแขก ต้องสอดคล้องกับงบประมาณ
เพราะการ์ดเชิญ 1 ใบ สามารถเชิญแขกมากกว่า 1 ท่าน เช่น เชิญเป็นคู่ หรือเชิญทั้งครอบครัวที่อาจจะมีสมาชิกได้ถึง 4 ท่าน ดังนั้น จึงต้องคำนวณค่าใช้จ่ายในส่วนต่างๆ ให้สอดคล้องกับจำนวนของแขกที่มาร่วมงานด้วย เช่น ค่าอาหาร และค่าสถานที่ รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในส่วนของการ์ดแต่งงานและของชำร่วย

4. การ์ดและซอง
การสั่งพิมพ์การ์ดควรสั่งมากกว่าจำนวนที่กะไว้ซักประมาณ 5 % เพื่อสำรองไว้ในแขกบางรายที่เราอาจพลาดหลงลืมไป เราจะได้มอบการ์ดให้เขาได้ทันท่วงที และในส่วนของซอง ขอให้เผื่อซองมากกว่าจำนวนการ์ดไปอีก เพราะมักจะเกิดเหตุการณ์เขียนหรือพิมพ์ชื่อแขกผิดอยู่เป็นประจำ

5. ข้อควรระวัง
++ อย่าแจกการ์ดก่อนวันงานนานเกินไป เพราะนอกจากจะทำให้แขกลืมวันงานของคุณ แล้วยังพลอยทำให้ความตื่นเต้น และความอยากมาร่วมแสดงความยินดีลดน้อยลงไปด้วย ดังนั้น ควรจะเริ่มแจกการ์ดก่อนวันงานประมาณ 6-8 สัปดาห์ โดยเราอาจจะมีการกล่าวเชิญด้วยปากเปล่าก่อนหน้านี้ก็ได้
++ แขกที่อยู่ต่างจังหวัด คุณควรส่งการ์ดทางไปรษณีย์ และอย่าลืมแนบคำ “ขออภัยที่มิได้เรียนเชิญ ด้วยตนเอง” ไปด้วย พร้อมทั้งควรโทรศัพท์เช็คซ้ำ ก่อนวันงาน ประมาณ 2-3 สัปดาห์
++ แนบแผนที่จัดงานไว้ในการ์ดด้วย เพื่ออำนวยความสะดวก…ที่สำคัญเจ้าบ่าวเจ้าสาวต้องไม่ลืมที่จะเชิญแขกคนสำคัญด้วยตัวเองนะคะ โดยเฉพาะแขกผู้ใหญ่ทั้งหลายที่เป็นคนสำคัญของงาน


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก www.key8wedding.com

เตรียมการ์ดแต่งงาน และการแจกการ์ดแต่งงาน


การ์ดแต่งงาน หรือ การ์ดเชิญ เป็นเสมือนตัวแทนกล่าวเชื้อเชิญบุคคลสำคัญที่จะมาร่วมงาน และเป็นดั่งพยานแห่งความรักของคุณ ทั้งนี้ ในวาระสำคัญเช่นนี้เพื่อความสะดวก และประหยัดเวลาอันมีค่าช่วงก่อนงานแต่งงาน ควรเตรียมรายละเอียดที่จะระบุในการ์ดแต่งงาน และวางแผนการดำเนินงานตามขั้นตอนต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. เตรียมรายชื่อบุคคลที่มาร่วมงาน
สิ่งที่ต้องทำเป็นอย่างแรกเลยคือการจดรายชื่อแขกที่จะเชิญมาร่วมงาน โดยต้องให้ทั้งทางฝ่ายคุณพ่อ คุณแม่ ของเจ้าบ่าวเจ้าสาว รวมทั้งตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาวเอง เริ่มเขียนรายชื่อแขกออกมา อาจจะแยกเป็นกลุ่มๆ เช่น ญาติฝ่ายเจ้าสาว-ฝ่ายเจ้าบ่าว แขกผู้ใหญ่ของทางคุณพ่อ-คุณแม่ เพื่อนบ้าน เพื่อนที่ทำงาน เพื่อนสมัยเรียน

2. เตรียมข้อมูลในการ์ดแต่งงาน และจำนวนการ์ด
สำรวจรายชื่อบุคคลสำคัญต่างๆ ที่จะต้องจัดพิมพ์ลงบนการ์ดแต่งงาน เช่น เริ่มจากประธาน (ถ้ามี), ชื่อ-สกุลเจ้าภาพ ฝ่ายเจ้าบ่าว-เจ้าสาว, ชื่อ-สกุลเจ้าบ่าว-เจ้าสาว, สถานที่จัดงาน, รวมถึงงานหมั้น(ถ้ามี), วัน-เวลา-สถานที่ และลักษณะการจัดเลี้ยง เช่น ค็อกเทล บุฟเฟ่ต์ หรือโต๊ะจีน ท้ายสุดจำนวนการด์ที่ต้องใช้

3. เตรียมรายชื่อแขกที่มาร่วมงาน
ตรวจสอบรายชื่อแขกที่จะมาร่วมงาน ตรวจสอบความถูกต้องของการสะกดรายชื่อแขกสำหรับพิมพ์ลงบนซอง และควรทำอย่างพิถีพิถัน

4. เตรียมจำนวนการ์ดและซอง
เมื่อได้รายชื่อแขกครบแล้ว ก็ต้องมาดูในรายละเอียดของรายชื่อแขกเพื่อสั่งทำการ์ดเชิญ ซึ่งควรจะให้สอดคล้องกับงบประมาณของค่าใช้จ่ายที่เราคาดไว้ อย่าลืมว่าการ์ดเชิญ 1 ใบสามารถเชิญแขกได้มากกว่า 1 ท่าน เช่น เชิญเป็นคู่ หรือเชิญทั้งครอบครัวที่อาจจะมีสมาชิกได้ถึง 5 ท่าน
ส่วนจำนวนของการ์ดต้องเผื่อไว้ซักประมาณ 5 % ของจำนวนที่กำหนดไว้ เพราะเจ้าบ่าว-สาวอาจไปเจอใครที่หลงลืมไป เราจะได้มอบการ์ดสำรองให้เค้าได้ และต้องเผื่อซองมากกว่าจำนวนการ์ดไปอีก เพราะมักจะเกิดเหตุการณ์เขียนหรือพิมพ์ชื่อแขกผิด หรือซองเปื้อนก่อนส่งได้

5. กำหนดระยะเวลา
ควรทำการ์ดแต่งงานให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนวันแต่ง อย่างน้อย 4 - 6 สัปดาห์ ที่สำคัญที่สุดคุณควรหาร้านที่ไว้ใจได้ในการพิมพ์การ์ด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณภาพ ราคา และการตรงต่อเวลา

ข้อควรระวัง
ไม่ควรแจกการ์ดแต่งงานก่อนวันงานนานเกินไป ควรจะเริ่มแจกการ์ดก่อนวันงานประมาณ 6-8 สัปดาห์ โดยเจ้าบ่าว-สาวอาจจะมีการกล่าวเชิญด้วยปากเปล่าก่อนก็ได้ ส่วนในกรณีที่แขกอยู่ต่างจังหวัด คุณควรส่งการ์ดทางไปรษณีย์ และอย่าลืมแนบคำ “ขออภัยที่มิได้เรียนเชิญ ด้วยตนเอง” ไปด้วยนะคะ พร้อมทั้งควรโทรศัพท์เช็คซ้ำอีกครั้งก่อนวันงานประมาณ 2-3 สัปดาห์
ควรแนบแผนที่สถานที่จัดงานแต่งงานไว้ด้วย เพื่ออำนวยความสะดวก และที่ลืมไม่ได้ก็คือการไปเชิญแขกคนสำคัญด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นญาติผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย แขกผู้ใหญ่ของคุณพ่อคุณแม่ หรือแม้แต่กลุ่มเพื่อน
ทั้งหมดนี้…เป็นเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจมำให้เจ้าบ่าว-สาว เบาใจเรื่อง “การ์ดแต่งงาน” ได้ค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://wedding.kapook.com

เรื่องควรรู้ก่อนจอง package แต่งงาน

หลายท่านอาจยังไม่ทราบว่าในpackage แต่งงานจะประกอบด้วยอะไรบ้าง และการที่จะตัดสินใจจอง package แต่งงานนั้น ต้องเตรียมตัวอย่างไร มีสิ่งใดที่ควรจะซักถาม และตกลงกันให้เสร็จเรียบร้อยก่อน บทความนี้จะรวบรวมข้อกังวลเหล่านี้ เพื่อหวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจจอง package แต่งงานของว่าที่เจ้าบ่าว - เจ้าสาว
หลักๆของ package แต่งงานนั้นจะประกอบด้วย
1. ภาพใหญ่ตั้งหน้างานมี หลายขนาดด้วยกัน เช่น 24*30 นิ้ว หรือเล็กลงมาหน่อย 20*24นิ้ว พร้อมกรอบหลุยส์
2. นอกจาก ภาพใหญ่+กรอปหลุยส์ แล้วก็มักมีภาพใหญ่ไม่ใส่กรอบให้ด้วย
3. รูปภาพ พร้อมอัลบั้ม ก็จะมีหลายขนาด และจำนวนภาพที่แตกต่างกันออกไปตามราคา
4. จำนวนชุดถ่าย studio indoor + outdoor (พร้อมแต่งหน้าทำผม)
5. ชุดแต่งงานวันจริง
6. แต่งหน้า ทำผม วันจริง
7. การ์ดแต่งงาน และของชำร่วยแต่งงาน
8. ถ่ายภาพนิ่ง และวีดีโอวันงาน
9. Presentation สำหรับเปิดในวันงาน
ทั้งนี้ขึ้นกับราคาของแต่ละ package ว่าจะให้อะไรบ้าง จำนวนรูป และขนาด ก็จะแตกต่างกันออกไป ดังนั้นคู่แต่งงานควรจะรู้ก่อนว่าสิ่งใดที่ต้องการ และสิ่งใดจะจัดหาจากแหล่งอื่น เพื่อจะได้เลือก package ที่เหมาะกับตนเอง และจะสามารถต่อรองในสิ่งที่เราไม่ต้องการได้

ต่อมาเมื่อได้ศึกษาข้อมูล และรู้ว่าต้องการ package ที่ประกอบด้วยอะไร ถึงขั้นตอนที่ต้องเจรจาตกลงกับทางร้าน wedding แล้ว ทางผู้เขียนก็มีข้อแนะนำในการสอบถามดังนี้

1. ความน่าเชื่อถือของ wedding studio สถานที่ตั้ง คุณภาพงานที่ผ่านมา
2. ขอดูตัวอย่างชุดแต่งงานของ studio ว่าเราชอบหรือไม่ มีให้เลือกมากน้อยเพียงใด บางแห่งสามารถระบุขอชุดใหม่ได้ ก็ควรจะเขียนระบุในใบจองด้วย
3. ดูการถ่ายภาพ และตัวอย่างงาน Albumรูป(Artwork) ว่าพอใจงานหรือไม่...ควรศึกษาartwork จากงานอื่นๆมาก่อน จะทำให้เราสามารถรับรู้ได้ว่างานเป็นเช่นไร สวยหรือไม่
4. คุยรายละเอียดให้ถี่ถ้วน ถ้าต้องการอะไรเพิ่มเติมขอให้ตกลงกันก่องจอง package เช่น จำนวนรูปภาพ ถ้าต้องการเพิ่มจาก package ให้ตกลงราคากันเลย เพราะถ้าไปเลือกรูปเพิ่มทีหลัง ราคาจะค่อนข้างแพง ราคาของรูปที่เพิ่มขึ้นกับขนาดของอัลบั้มที่เราเลือกไว้ด้วย
5. การให้ file รูป และ file อัลบั้ม
6. ใน package ที่ให้มา ถ้าไม่ต้องการสิ่งใด เช่น ถ่ายรูปวันงาน, การ์ดแต่งงาน หรือของชำร่วย ควรต่อรองลดราคา หรือแถมอะไรเพิ่มมา ส่วนใหญ่ทางร้านจะลดราคาไม่ค่อยได้ แต่จะให้เป็นของแถมแทน แนะนำว่าควรขอเป็นจำนวนรูป เพราะโดยเฉพาะถ้า package เรามีจำนวนรูปไม่มาก
7. สอบถามถึงสถานที่แต่งหน้าทำผมในวันงาน เพราะการแต่งหน้าทำผมเจ้าสาวในวันงานนั้นไม่ว่าเช้า หรือเย็น ปกติใน package ต้องมาแต่งหน้าทำผมที่ร้าน ซึ่งควรรู้ว่าสถานที่จัดงาน และร้าน wedding อยู่ใกล้กันสะดวกแก่การเดินทางในวันงานมากน้อยเพียงใด หรือถ้าต้องการให้ช่างมาแต่งหน้าทำผมที่สถานที่ของเราควรตกลงค่าใช้จ่ายให้เป็นที่เรียบร้อย ก่อนจอง package
8. ความน่าเชื่อถือของร้าน wedding สถานที่ตั้ง คุณภาพงานที่ผ่านมา




ภาพสวยๆจาก www.oknation.net

วางแผนแต่งงาน

วางแผนแต่งงาน Plan wedding งานแต่งงานเป็นงานที่มีพิธีรีตรองรายละเอียดต่าง ๆ มากมายที่ต้องคำนึงถึง ดังนั้นคุณต้องเตรียมวางแผนให้ดี อีกทั้งยังสามารถกำหนดงบประมาณคร่าวๆได้ เรามีรายการตรวจสอบง่าย ๆ ที่จะทำให้งานแต่งงานของคุณเป็นไปตามคุณปรารถนา อย่างสมบูรณ์แบบ

6 เดือนก่อนวันงาน
>> นัดพบผู้ใหญ่ทั้ง 2 ฝ่าย
>> หาฤกษ์มงคลสำหรับวันวิวาห์
>> กำหนดงบประมาณ และรูปแบบงาน
>> จองสถานที่จัดเลี้ยงและดนตรี
>> จัดทำรายชื่อแขก

3 เดือนก่อนวันงาน
>> เลือกรายการอาหาร และเค้กแต่งงาน
>> ติดต่อจองอุปกรณ์ต่างๆ ภายในงาน
>> เตรียมการเรื่องชุดแต่งงาน
>> ติดต่อสตูดิโอ และถ่ายภาพ
>> ติดต่อช่างภาพและช่างวีดีโอสำหรับวันงาน
>> ทาบทามพิธีกรในงาน
>> เชิญแขกผู้ใหญ่ ที่จะมาเป็นเกียรติ
>> พิมพ์การ์ดแต่งงานและบัตรขอบคุณ
>> เตรียมของชำร่วย
>> ติดต่อช่างทำผม ช่างแต่งหน้า
>> ตรวจสุขภาพ
>> พบทันตแพทย์ (ขูดหินปูน ขัดฟัน)


2 เดือนก่อนวันงาน
>> ลองชุดเจ้าบ่าว เจ้าสาว รวมทั้งรองเท้า และเครื่องประดับ
>> เตรียมของใช้ในวันงาน สมุดอวยพร กล่องใส่ซอง ปากกา ซองสำรอง กำหนดรายการของที่ต้องใช้ในพิธีการหมั้น
>> วางแผนงานการต้อนรับ คนพาแขกไปนั่งที่โต๊ะ คนรับซอง-แจกของชำร่วยหน้างาน คนติดต่อกับโรงแรม คนดูแลความเรียบร้อยให้บ่าว-สาว
>> หาของขวัญไหว้ผู้ใหญ่
>> เตรียมของขวัญให้ผู้ที่ช่วยงาน


1 เดือนก่อนวันงาน
>> เริ่มแจกการ์ดแต่งงาน
>> เตรียมรถคู่บ่าวสาว (หากต้องใช้)
>> กำหนดพิธีการโดยละเอียด และผู้ดูแลของในพิธีการ (พานขันหมาก, พานแหวน, ขนมต่างๆ)
>> จัดที่นั่งของแขกโดยคร่าวๆ
>> ลองชุดเจ้าบ่าว เจ้าสาวอีกครั้ง


1 สัปดาห์ก่อนวันงาน
>> ยืนยันเวลา สถาน-ที่ กับช่างทำผม ช่างแต่งหน้า ช่างภาพ นักดนตรี
>> สำรวจความเรียบร้อยของชุดแต่งงาน รองเท้า และเครื่องประดับ
>> เตรียมคำพูดที่จะกล่าวในงาน
>> แจ้งผู้รับผิดชอบในงานต่างๆ ให้ผังที่นั่งกับผู้ที่รับแขก, ให้สคริปต์พิธีการทั้งหมดกับผู้ประสานงานกับโรงแรม, ให้รายละเอียดส่วนตัวกับพิธีกร (เอกสารทั้งหมดควรมีสำรองไว้ในวันงานอีกหนึ่งชุด)


ท้ายนี้ยังมีตารางที่จะช่วยบันทึก และเตือนความจำกันอย่างง่ายๆ...ลองclick ที่รูปจะเห็นภาพใหญ่ขึ้น
Time Lines




ภาพตารางจากทาง e-mail

Custom Search