Showing posts with label พิธีแต่งงาน. Show all posts
Showing posts with label พิธีแต่งงาน. Show all posts

ตัวอย่างบทสัมภาษณ์พิธีแต่งงาน

เพื่อให้คู่บ่าวสาว สามารถเตรียมตัวล่วงหน้าได้ ในกรณีที่ต้องมีบทสัมภาษณ์ในพิธีงานเลี้ยงแต่งงาน จึงนำคำถามเหล่านี้ที่เป็น คำถามพื้นฐานที่มักนิยมจะสัมภาษณ์กัน

ตัวอย่างบทสัมภาษณ์พิธีแต่งงาน
- รู้จักกันเมื่อไร ที่ไหน / พบกันครั้งแรกปิ๊งกันเลยหรือไม่ / ความรู้สึกเมื่อได้พบกันครั้งแรก / ใครจีบใครก่อน
- คบหาดูใจกันนานเท่าไร / ประทับใจกันอะไรเป็นพิเศษของกันและกัน
- ทั้งเจ้าสาว และเจ้าบ่าว มีอะไรที่ยังไม่เคยได้พูดให้อีกฝ่ายหนึ่งได้ฟัง และอยากจะพูดในค่ำคืนนี้ใหม
- สิ่งที่เจ้าสาวอยากให้เจ้าบ่าวได้เป็นในวันข้างหน้า หรือสิ่งที่เจ้าบ่าวอยากให้เจ้าสาวเป็นในวันข้างหน้าและต่อๆ ไป
- วางแผนจะมีลูกกันกี่คน / จะไปฮันนีมูนกันที่ไหน


ตัวอย่างสิ่งพิเศษที่เจ้าบ่าว-เจ้าสาวจะมอบให้แก่กัน
- ให้เจ้าสาวหอมแก้มเจ้าบ่าว ให้เจ้าบ่าวหอมแก้มเจ้าสาว
- ให้เจ้าบ่าวอุ้มเจ้าสาว พร้อมกับหอมแก้ม
- ให้เจ้าสาวเจ้าบ่าว ร้องเพลงร่วมกัน
- ให้เจ้าบ่าว- เจ้าสาว มอบของขวัญเพื่อ Surprise กันและกัน ( อาจเรียกน้ำตาเจ้าสาวได้ หรือไม่ก็เป็นที่ประทับใจแก่แขกที่มาร่วมงานไม่น้อย )


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก Forward Mail

พิธีรดน้ำสังข์

พิธีรดน้ำสังข์
ในพิธีแต่งงานส่วนใหญ่ ขั้นตอนที่สำคัญอีกอย่างก็คือ การรดน้ำสังข์หรือหลั่งน้ำสังข์ โดยพระผู้เป็นประธาน จะทำการเจิมให้แก่บ่าวสาว ฝ่ายชายนั้นพระท่านสามารถที่จะทำการเจิม 3 จุดได้โดยตรง แต่หากเป็นฝ่ายหญิงแล้ว พระท่านจะต้องจับมือฝ่ายชายเจิมหน้าผากให้เจ้าสาวของตน

หลังจากนั้น จึงสวมมงคลแฝดให้คู่บ่าวสาว โดยสายโยงจะยาวประมาณ 2 ศอกเศษ และส่วนปลายของมงคล จะโยงมาพันที่บาตรน้ำมนต์ และหางสายสิญจน์ พระสงฆ์จะส่งกันไปโดยจับเส้นไว้ในมือ จนถึงพระองค์สุดท้ายก็จะวางสายสิญจน์ไว้ที่พาน หากเป็นการรดน้ำตอนเย็น ซึ่งเป็นที่นิยมในปัจจุบัน จะเป็นมงคลแฝดแบบไม่มีสายโยง

คู่บ่าวสาวต้องนั่งในที่จัดไว้ ซึ่งจะมีหมอนสำหรับรองรับมือและพานรองน้ำสังข์ และญาติผู้ใหญ่ก็จะทยอยกันมารดน้ำสังข์ตามลำดับ เกี่ยวกับการเลือกเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาว ควรเลือกที่อายุใกล้เคียงกับคู่บ่าวสาว และในช่วงที่ใกล้จะแต่งงาน เพราะหากว่าเป็นคนโสดอาจจะต้องกลายเป็นเพียงเพื่อนเจ้าบ่าวเจ้าสาวกันไปตลอด ไม่มีโอกาสได้เป็นเจ้าบ่าวเจ้าสาวตัวจริงกันเสียที แท้จริงแล้วอาจเป็นเพราะผู้ใหญ่ต้องการให้ผู้ที่ใกล้แต่งงานได้ดูขั้นตอนการแต่งงาน เมื่อถึงคราวตนเองจะได้ปฏิบัติตัวได้ถูกต้องและไม่เคอะเขิน

ขั้นตอนในการทำพิธีรดน้ำ
ในสมัยโบราณมีความเชื่อว่า หอยสังข์เป็นหนึ่งในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 14 อย่าง อันเกิดจากกวนเกษียรสมุทรของเหล่าเทวดาและอสูร บางเชื่อว่าครั้งหนึ่งสังข์อสูรได้ลักเอาพระเวทไปซ่อนไว้ในหอยสังข์ พระนารายณ์ได้อวตารไปปราบและสังหาร แล้วทรงล้วงเอาพระเวทออกมาจากสังข์ ทำให้ปากหอยสังข์มีรอยพระหัตถ์ของพระนารายณ์ จึงถือกันว่าสังข์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะเคยเป็นที่รองรับพระเวท การนำมาใส่น้ำมนต์รดให้คู่บ่าวสาว เชื่อกันว่าเป็นสิริมงคล

เมื่อคู่บ่าวสาวสวมแฝดมงคล และนั่งพนมมือคู่กันในที่จัดไว้แล้ว จะมีคนคอยตักน้ำพระพุทธมนต์เติมในสังข์ เพื่อส่งให้ผู้ที่จะรดน้ำอวยพร โดยเริ่มจากพ่อแม่ของคู่บ่าวสาว หรือญาติผู้ใหญ่ ตามลำดับ นิยมรดใส่ในมือให้เจ้าสาวก่อน แล้วจึงรดให้เจ้าบ่าว และกล่าวอวยพรให้คู่บ่าวสาวประสบความสุขความเจริญ อยู่ด้วนกันจนแก่เฒ่า มีลูกเต็มบ้านมีหลานเต็มเมือง ขณะรดน้ำสังข์ พระสงฆ์จะสวดชยันโต เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่คู่บ่าวสาว

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://th.wikipedia.org

พิธีแต่งงานแบบจีน

สิ่งที่ต้องเตรียมสามารถแยกเป็น 2 แบบ คือ เจ้าบ่าวเตรียม และ เจ้าสาวเตรียม ดังนี้
1. สิ่งที่เจ้าบ่าวต้องเตรียม
นอกจากสินสอดทองหมั้นแล้ว เจ้าบ่าวจะต้องเตรียมเครื่องขันหมาก โดยทั่วไปนิยมส้มเช้งผลเขียวๆ ติดตัวอักษรจีน "ซังฮี่" แปลว่า คู่ยินดี ไว้ทุกผล จัดเป็นเลขคู่จะ 44 ผลหรือ 84 ผล หรือร้อยกว่าผลก็ได้ บางบ้านอาจเรียกเป็นชุดหมูสด เช่น ขาหมู ตับหมู กระเพาะหมูสดๆ แต่ของสำคัญที่ขาดไม่ได้เลย คือขนมขันหมากหรือขนมแต่งงาน เป็นขนมสี จะใช้ 4 สีหรือ 5 สีก็ได้ สำหรับแจกให้กับเหล่าญาติๆ เช่น ขนมเหนียวเคลือบงา ขนมเปี๊ยะ ขนมถั่วตัด ขนมข้าวพองทุบ และขนมโก๋อ่อน พร้อมซองเงิน 4 ซอง
ซองแรกเป็นค่าน้ำนม
ซองที่ 2 เป็นค่าเสื้อผ้า
ซองที่ 3 เป็นคำทำผม แต่งหน้า
ซองที่ 4 เป็นทุนตั้งตัว

ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่ว่าพ่อแม่เจ้าสาวว่าจะคืนให้คู่บ่าวสาวเอาไว้ใช้เริ่มต้นชีวิตคู่หรือไม่ ในวันงานของทั้งหมดที่กล่าวมาจะบรรจุไว้ในหาบ แล้วให้ผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จทั้งในด้านครอบครัวและการงาน พร้อมกับดวงชะตาถูกโฉลกต้องกับคู่บ่าวสาว เป็นผู้หาบจากขบวนขันหมากเข้ามาในบริเวณงาน เมื่อเข้ามาถึงผู้ที่หาบจะต้องใช้ไม้คานเขี่ยฝาหาบให้เปิดออก โดยห้ามใช้มือเปิดเด็ดขาด เพราะคนจีนถือว่าวันแห่ขันหมากเป็นวันแรง ถ้าหากคนหาบเป็นคนดวงอ่อน ก็จะทำให้เจอกับโชคร้าย จากนั้นจึงนำของภายในหาบออกมาวางเรียงกัน เพื่อแสดงต่อหน้าญาติๆ และสักขีพยานที่มาร่วมงาน

2. สิ่งที่เจ้าสาวต้องเตรียม
สำหรับเจ้าสาว จะเริ่มจากเอี๊ยมแต่งงานสีแดง ตรงอกเสื้อเอี๊ยมมีช่องกระเป๋าปักตัวอักษร "แป๊ะนี้ไห่เล่า" แปลว่าอยู่กินกันจนแก่เฒ่า ในกระเป๋าเอี๊ยมบรรจุห่อเมล็ดพืช 5 ชนิด มีความหมายว่าเจริญงอกงาม พร้อมต้นชุงเฉ้า 2 ต้น และปิ่นทองที่ทำเป็นตัวลายภาษาจีนว่า "ยู่อี่" แปลว่าลมปรารถนา เสียบไว้ให้ปลายโผล่พ้นขอบกระเป๋าขึ้นมา นอกจากนี้ยังมีเชือกแดงสำหรับผูกเอี๊ยม มีตัวหนังสือ "ซังอี้" แปลว่าคู่ยินดี มีแผ่นหัวใจสีแดงสำหรับติดเรื่องประดับทอง เครื่องประดับเพชร เจ้าสาวยังต้องเตรียมกะละมังสีแดง 2 ใบ ถังน้ำสีแดง 2 ใบ กระป๋องน้ำสีแดง 2 ใบ กระโถน 1 ใบ พร้อมกระจก กรรไกร ด้าย เข็ม ถาดสีแดง และของที่ต้องจัดเป็นจำนวนคู่ อย่างตะเกียบ ชุดน้ำชา พัดแดง สำหรับเจ้าสาวถือตอนส่งตัว นอกจากนี้ยังมีผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม 1 ผืน หมอน 1 ชุด ซึ่งจะมี 4 ใบหรือ 5 ใบก็ได้ ประกอบไปด้วยหมอนข้าง 1 คู่ หมอนหนุน 1 คู่ หมอนหนุนใบยาว 1 ใบ ซึ่งหมอนใบยาวนี้จะมีหรือไม่ก็ได้ แล้วสุดท้ายยังมีหวีอีก 4 เล่มที่เป็นเคล็ดมงคลตามภาษาจีนเขียนว่า "ซี้ซี้อู่หอชิว" หมายถึงทุกๆ เวลาจะได้มีทรัพย์

สิ่งที่ต้องปฏิบัติใน "วันยกขันหมาก"
เมื่อถึงวันยกขันหมาก เจ้าบ่าวจะยกขันหมากมาที่บ้านเจ้าสาว มอบสินสอดทองหมั้น และเครื่องขันหมาก ฝ่ายเจ้าสาวต้องเก็บขนมแต่งงานไว้ครึ่งหนึ่ง และส่งอีกครึ่งหนึ่งคืนให้ฝ่ายเจ้าบ่าว พร้อมส้มเช้งที่ติดตัวอักษร "ซังอี้" จัดเป็นจำนวนผลคู่ กับเอี๊ยมแดงที่มีปิ่นทองเสียบอยู่ ในเช้าวันที่เจ้าบ่าวมารับตัวเจ้าสาว ฝ่ายเจ้าบ่าวจะนำปิ่นทองมามอบให้เจ้าสาวใช้ติดผมก่อนออกจากบ้าน นอกจากส้มเช้งแล้วฝ่ายเจ้าสาวจะให้กล้วยทั้งเครือกับฝ่ายเจ้าบ่าวเพิ่มไปด้วย เพื่อเป็นเคล็ดว่าจะได้มีลูกหลานว่านเครือสืบสกุล

เนื่องจากเครื่องขันหมากในการหมั้นและการแต่งนิยมจัดหมือนกัน ดังนั้นในวันยกขันหมากอาจจะจัดให้มีพิธีหมั้นด้วยก็ได้ โดยมีธรรมเนียมว่าวันหมั้นฝ่ายหญิงเป็นผู้รับภาระเรื่องการเลี้ยงหมั้น แล้ววันเลี้ยงวันแต่งงานเป็นหน้าที่ของฝ่ายชาย หลังจากพิธีหมั้นฝ่ายเจ้าบ่าวจะต้องนำของที่เจ้าสาวมอบให้ทั้งหมดยกเว้นกล้วย 1 เครือ นำมาวางไว้ที่หัวเตียงในห้องหอ และต้องนอนในห้องหอจนกว่าจะถึงวันแต่งงาน และไปรับเจ้าสาวมาอยู่ด้วยกัน

เมื่อถึงวันแต่งงาน
เมื่อถึงวันแต่งงานเจ้าบ่าวจะต้องเดินทางไปรับเจ้าสาวตามฤกษ์ ในขบวนที่ไปรับเจ้าสาวจะประกอบไปด้วยกลุ่มญาติที่เป็นชายล้วนๆ เจ้าบ่าวจะต้องเตรียมช่อดอกไม้ไปด้วย 1 ช่อ และนำปิ่นทองผูกติดกับกิ่งทับทิมสำหรับประดับผมมาด้วย โดยปิ่นทองจะทำปิ่นทองหรือ "ยู่อี่" นี้มามอบให้กับแม่ของเจ้าสาว เพื่อนำปิ่นทองนี้มาประดับผมให้กับเจ้าสาว ที่สวมชุดแต่งงานและแต่งหน้าทำผมรออยู่ในห้องด้านใน การทำเช่นนี้ถือเป็นการอวยพรให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวโชคดี

เมื่อมาถึงบ้านเจ้าสาว ก็จะพบกับประตูเงิน ประตูทอง ตรงนี้เจ้าบ่าวจะต้องให้ "เล่าตั้ว" หรือพี่เลี้ยงของเจ้าบ่าวคอยจ่ายค่าผ่านทางเพื่อเข้าไปหาเจ้าสาวที่อยู่ในห้อง เมื่อผ่านด่านทั้งหมดแล้วเจ้าบ่าวจะนำช่อดอกไม้ที่เตรียมมามอบให้เจ้าสาว จากนั้นออกมาเคารพพ่อแม่ที่รออยู่ด้านนอก ระหว่างพิธีบรรดาญาติมิตรจะมาร่วมรับประทานขนมบัวลอยรอเจ้าบ่าวและเจ้าสาวให้ออกมาร่วมรับประทานพร้อมกัน ในที่นี้การได้รับประทานบัวลอยจะหมายถึง การอวยพรให้ชีวิตคู่มีความกลมเกลียวจะทำสิ่งใดก็จะลุล่วงไปได้ด้วยดี แล้วจึงไหว้ลาพ่อแม่ไปขึ้นรถแต่งงาน

สำหรับญาติฝ่ายเจ้าสาวที่ตามมาส่งเจ้าสาวถึงบ้านเจ้าบ่าว จะต้องเป็นกลุ่มผู้ชายล้วนเช่นกัน ฝ่ายเจ้าสาวจะต้องเตรียมตะเกียงที่สำหรับจุดให้แสงแล้วนำมาให้ญาติที่เป็นผู้ชายของฝ่ายหญิง เดินถือนำหน้าขบวนพาเจ้าสาวมาขึ้นรถ การจุดตะเกียงนี้หมายถึงให้ชีวิตคู่มีแต่ความสว่างไสว และถือเคล็ดว่าให้มีลูกชายเป็นผู้สืบสกุล พร้อมกันนี้ยังต้องจัดกระเป๋าสีแดงภายในบรรจุทรัพย์สินเงินทองที่พ่อแม่เจ้าสาวจะให้เจ้าสาวได้นำติดตัวไปสร้างครอบครัว นอกจากนั้นฝ่ายเจ้าสาวยังต้องเตรียมกาน้ำชาและชุดยกน้ำชาสำหรับพิธียกน้ำชา พร้อมด้วยเชิงเทียนสีแดง 1 คู่ เพื่อความเป็นสิริมงคลมาด้วย เมื่อมาถึงบ้านเจ้าบ่าวญาติหนุ่มฝ่ายเจ้าสาวจะนำตะเกียงไปวางไว้ในห้องหอและจุดทิ้งไว้ข้ามคืน โดยฝ่ายเจ้าบ่าวต้องให้อั่งเปาซองใหญ่กับผู้ที่นำตะเกียงมาเพราะถือว่าเป็นพิธีสำคัญ ปัจจุบันสามารถประยุกต์ใช้เป็นตะเกียงแบบเสียบปลั๊กแทน หลังจากนั้นจึงออกมาประกอบพิธีแต่งงานด้านนอก

พิธีแต่งงานจะเริ่มจากการไหว้ฟ้าดิน ไหว้เจ้าที่ในบ้าน ไหว้บรรพบุรุษ ไหว้พ่อแม่ เพื่อเป็นการบอกกล่าวว่าทั้งคู่ได้แต่งงานกันแล้ว ถัดมาจึงเป็นการยกน้ำชา หรือ "ขั่งเต๊" ให้กับพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าว โดยทั้งสองต้องคุกเข่าลงพร้อมกับรินน้ำชาใส่ถ้วยวางลงบนถาดแล้วส่งให้ ผู้ใหญ่จะรับถ้วยชามาดื่มแล้วให้ศีลให้พร และเงินทองเพื่อเป็นทุนตั้งตัว เสร็จพิธียกน้ำชา คู่บ่าวสาวจึงกินขนมอี๊สีชมพูอีกครั้ง
คู่รักใหม่กลับไปเยี่ยมบ้าน
หลังวันแต่ง 3 วัน ก็ถึงคราวที่ญาติหนุ่มของฝ่ายเจ้าสาวจะมารับตัวเธอกลับไปเยี่ยมบ้านพร้อมกับเขยคนใหม่ที่เรียกว่า “ตึ่งฉู่” เจ้าสาวต้องเตรียมส้ม 12 ผลใส่ถาดติดไม้ติดมือกลับไปด้วย เมื่อไปถึงบ้านของฝ่ายหญิงก็ต้องทำพิธียกน้ำชาให้กับพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงเช่นกัน ผู้ใหญ่ก็จะให้พรและมอบทรัพย์สินเพื่อเป็นของขวัญในการตั้งตัว จากนั้นจะมีงานเลี้ยงต้อนรับลูกเชย จึงเป็นอันเสร็จพิธีแต่งงานอย่างแท้จริง

หวังว่าเพื่อนๆจะได้ข้อมูลไปพอสมควรสำหรับพิธีแต่งงานแบบจีน ทั้งนี้ทั้งนั้นสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสมัยนิยมขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของทั้งสองครอบครัว

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://blog.spu.ac.th

ประวัติเค้กแต่งงาน


หลายท่านอาจมีคำถามเกิดขึ้นในใจเวลาที่ต้องไปงานแต่งงาน เหตุสงสัยนั้นก็คือ ทำไมงานแต่งงานต้องมึเค้ก ไม่ใช่งานวันเกิดซักหน่อย มีที่มาที่ไปหรือไม่ บทความนี้จะไขข้อสงสัยของหลายท่านได้

ที่มาของการตัดเค้กแต่งงาน ต้องย้อนกันไปยาวถึงสมัยกรีกและโรมันโบราณโน้น ซึ่งสมัยนั้น “เค้กแต่งงาน” จะทำจากแป้งข้าวสาลีหรือข้าวบาร์เล่ย์ และขนมปัง แล้วนำเค้กมาต่อกันให้สูงที่สุด จากนั้นคู่บ่าวสาว ต้องจูบกันเหนือยอดเค้กตามธรรมเนียมในสมัยนั้น หากเค้กไม่ล้มคว่ำลงมา จะถือว่าคู่บ่าวสาวจะมีชีวิตคู่ที่ยั่งยืน เป็นสุข เค้กแต่งงานจึงได้สืบทอดและใช้กันอย่างแพร่หลายในพิธีแต่งงานมาถึงปัจจุบันนี้


ปัจจุบันการแต่งงานของคนไทยได้รับวัฒนธรรมตะวันตก เช่นเดียวกับการเป่าเทียนวันเกิด การทำขนมอบได้ เริ่มมีขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา นับตั้งแต่ชาวตะวันตกได้เข้ามา ทำมาค้าขายและก่อสร้างบ้านเรือนในสมัยพระนารายณ์มหาราช ดังนั้นการตัดเค้กแต่งงานเริ่มแพร่หลายในวงแคบก่อน เช่น ในกลุ่มเชื้อพระวงศ์ที่เคยศึกษาในต่างประเทศหรือชาวต่างประเทศที่พักอาศัยอยู่ในประเทศไทย

ปัจจุบันการแพร่หลายของอาหาร และธรรมเนียมตะวันตกมีมากขึ้น ประกอบกับนโยบายที่ส่งเสริมการลงทุนทางด้านการท่องเที่ยวทำให้มีโรงแรมเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งก่อให้เกิดการขยายตัวในบริการจัดเลี้ยงรวมถึงงานมงคลสมรสด้วย รูปแบบของการจัดเลี้ยงโน้มเอียงไปตามแบบตะวันตก เช่น การเลี้ยงแบบค็อกเทล การดื่มอวยพรและการตัดเค้กแต่งงาน รวมถึงการที่เจ้าสาวสวมใส่ชุดแต่งงานยาวสีขาวบริสุทธิ์

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก www.klothailand.com

ขนมแต่งงาน ในพิธีแต่งงานของไทย


ขนมในพิธีแต่งงาน มีความหมายนัยมงคลว่าด้วยความสงบสุขของการอยุ่ด้วยกัน, การร่วมสร้าง ครอบครัวใหม่ให้เป็นปึกแผ่น, ความหวานชื่น , ความร่ำรวย และการเจริญเติบโตของเผ่าพันธุ์ บางชาติก็ใช้เมล็ดพืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆ มาทำขนมแต่งงาน บางทีก็มีการประดิษฐ์สื่อสัญลักษณ์ต่างๆ เพื่อสื่อถึงความหมายมงคลต่างๆ ด้วย

ขนมแต่งงานของไทยในสมัยก่อนสื่อความหมายโรแมนติกไม่ใช่เล่นแถมยังต้องมีเคล็ดในการทำ ซึ่งคงเป็นอุบายสอน ให้รู้จักความประณีตอดทนในการตั้งใจทำอะไรสักอย่าง
ขนมแต่งงานโบราณประกอบด้วยขนมกง, ขนมโพรงแสม และขนมสามเกลอ

ขนมกง
มีรูปร่างเป็นคล้ายๆ วงล้อรถค่ะ คือกลม และมีกากบาทตรงกลางทำด้วยถั่วกวนกับมะพร้าว ปั้นเป็นรูปล้อรถ และชุบแป้งทอด ขนมนี้มีความหมายว่า ความรักของคู่บ่าวสาว จะเป็นนิรันดร์เหมือนวงกลมที่ไม่มีจุดสิ้นสุดนั่นเอง

ขนมโพรงแสม
เป็นแผ่นแป้งทรงคล้ายๆ กระบอกข้าวหลามมีรูกลวงข้างใน และโรยน้ำตาลเป็นสายๆ เคลือบแป้งทอดกรอบ ขนมชนิดนี้ใช้แทนสัญลักษณ์ของเสาบ้าน ที่เป็นเหมือนหลักของการสร้างบ้านใหม่ของครอบครัว ใหม่ให้อยู่กันมั่นคงยืนยาว

ขนมสามเกลอ
มีรูปร่างเหมือนก้อนกลม 3 ก้อนติดกัน ชุบแป้งทอด คล้ายๆ ขนมกง อันนี้ใช้เป็นเหมือนขนมเสี่ยงทาย โดยถ้าทอดแล้วขนมอยู่ติดกันก็ถือว่า บ่าวสาวนั้นเป็นเนื้อคู่ ถ้าทอดแล้ว แยกจากกันก็จะต้องแก้เคล็ด โดยเปลี่ยนคนทำใหม่ จนกว่าจะได้ขนมที่สมบูรณ์

สำหรับขนมในงานแต่งงานในปัจจุบันนี้ที่นิยมกันที่ไม่ 7 ชนิด ก็ 9 ชนิด เช่น ขนมเอก, ขนมเสน่ห์จันทร์, ขนมจ่ามงกุฎ, ขนมชั้น, ฝอยทอง, ทองหยิบ, ทองหยอด, เม็ดขนุน และขนมถ้วยฟู

ลองมาดูความหมายของขนมเหล่านี้กัน
ทองเอก เป็นขนมที่จะขาดเสียไม่ได้เลยสำหรับขนมแต่งงาน ด้วยเป็นสัญลักษณ์ของการเป็นเอกเป็นหนึ่ง

ขนมทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ก็แปลว่าให้หยิบเงิน หยิบทอง เพื่อคู่ชีวิตจะได้ร่ำรวยสืบไป

ขนมเสน่ห์จันทร์ ซึ่งรสชาติที่เหมือนกันกับทองเอก และจ่ามงกุฎก็มีความหมายถึง การมีเสน่ห์ผูกมัดใจคู่ชีวิต

ขนมชั้น หมายถึงความเป้นปึกแผ่นมั่นคง ของเดิมนั้นทำกันแบบขนมชั้น9 ชั้น มาหลังๆ นี้ก็มีการพลิกแพลง ทำเป็นรูปร่างต่างๆ กันให้สวยขึ้น

ขนมถ้วยฟู ก็จะใช้แทนความหมายของความเพื่องฟูทั้งลาภยศ อะไรทำนองนี้

ขนมจ่ามงกุฎ คงถูกนำมาใช้ในสใยหลังนี่เองเพื่อความหรูหราสวยงาม เพราะเดิมแล้วขนมชนิดนี้จะใช้ในงานฉลองยศ

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://horoscope.thaiza.com

10 ขั้นตอนหลักตามแบบพิธีจีน


รายละเอียดและข้อปฏิบัติในพิธีแต่งงานแบบจีนนั้นมีอยู่มาก ซึ่งที่หยิบยกมานี้เป็นพิธีแต่งงานแบบจีนแต้จิ๋วซึ่งเน้นหลักสำคัญของพิธีที่ต้องปฏิบัติให้ครบ แต่อาจแตกต่างกันบ้างในบางรายละเอียด


1.เริ่มต้นด้วยการสู่ขอ ฝ่ายชายจัดหาซินแสผูกดวงกำหนด ฤกษ์ยาม ตั้งแต่ฤกษ์หมั้น ฤกษ์ตัดชุด ฤกษ์ปูเตียง ไปจนถึงฤกษ์รับตัวเจ้าสาว

2.ฝ่ายชายจัดเตรียมของหมั้น ได้แก่ เงินสินสอดทองหมั้น ทองหมั้นนิยมเป็นเครื่องประดับ 4 อย่างคือ สร้อย กำไล ต่างหู และแหวน ยังมีเครื่องประกอบเช่น ผลไม้ ขนม ชุดหมู และของเซ่นไหว้ 2 ชุด ผลไม้ที่นิยมใช้คือ ส้มเช้งเขียว กล้วยเขียวทั้งเครือ จะใช้จำนวนคู่และติดตัวหนังสือซังฮี้ ส่วนขนมหมั้นได้แก่ จันอับ ขนมเหนียวเคลือบเงา ขนมเปี๊ยะโรยงา ถั่วตัด ข้าวพองทึบ โก๋อ่อน เสริมด้วยซาลาเปา พกท้อ และคุกกี้

3.ฝ่ายหญิงจัดเตรียมของพิธีหมั้น ได้แก่ แหวนสำหรับมอบให้เจ้าบ่าว เอี๊ยมแดง ซึ่งมีกระเป๋าให้ใส่เมล็ดธัญพืช 5 อย่าง เหรียญทองลายมังกร ต้นซุงเฉ้า เสียบปิ่นยู่อี่ที่ปากกระเป๋าเอี๊ยม และมีสร้อยทองคล้องที่สายเอี๊ยม

4.เมื่อถึงฤกษ์หมั้น ฝ่ายชายยกขบวนมามอบสินสอด ทองหมั้นสวมแหวนและเครื่องประดับให้เจ้าสาว เสร็จพิธีคู่บ่าวสาวและแขกรับประทานขนมอี๋ จากนั้นแบ่งขนมหมั้นให้กับญาติทั้งสองฝ่าย

5.เช้าวันแต่งงาน เจ้าสาวสวมชุดใหม่สวยงาม เสียบปิ่นยู่อี่ และประดับใบทับทิมที่ผม เมื่อใกล้ถึงฤกษ์ เจ้าสาวจะทานอาหารกับครอบครัว

6.เมื่อถึงเวลาเจ้าบ่าวมารับตัว บางบ้านอาจมีการกั้นประตูในช่วงนี้ จากนั้นทั้งคู่ไหว้ฟ้าดิน ไหว้เจ้าที่ ไหว้เทพเจ้าเตาไฟ และไหว้บรรพบุรุษของเจ้าสาว (หากอาม่า อากง ยังมีชีวิตอยู่ ก็ไหว้ท่านก่อนยกน้ำชาให้พ่อแม่เจ้าสาว)

7.ก่อนออกจากบ้าน คู่บ่าวสาวต้องทานขนมอี๋ จากนั้นพ่อส่งเจ้าสาวไปกับเจ้าบ่าว โดยมีญาติผู้ชายของเจ้าสาวถือตะเกียงเซฟ และกระเป๋าซึ่งบรรจุสมบัติส่วนตัวไปด้วย

8.เมื่อถึงบ้านเจ้าบ่าว ทั้งคู่ต้องไหว้ฟ้าดิน ไหว้เจ้าที่ รวมทั้งไหว้เทพเจ้าเตาไฟ และไหว้บรรพบุรุษของเจ้าบ่าว จากนั้น ยกน้ำชาให้พ่อแม่เจ้าบ่าวและญาติผู้ใหญ่ เสร็จ แล้วคู่บ่าวสาวกินขนมอี๋

9.ฤกษ์เข้าหอ การปูเตียงต้องมีฤกษ์ เมื่อผู้ใหญ่ปูเสร็จต้องวางส้มไว้ที่มุมเตียง และอีก 4 ผลวางใส่จานที่มีตัวซังฮี้และ ใบทับทิมนำไปวางกลางเตียง

10.เช้าวันรุ่งขึ้น เจ้าสาวต้องยกน้ำล้างหน้าให้พ่อแม่สามีเป็นเวลา 3 วัน จากนั้นน้องชายเจ้าสาวมารับทั้งคู่กลับไปกินข้าวที่บ้านฝ่ายหญิง ถือเป็นอันเสร็จพิธีแต่งงาน

เป็นขั้นตอนง่ายๆกระชับให้เข้าใจพอสังเขป ถ้ามีโอกาสลองดูในบทความพิธีแต่งงานแบบจีน ซึ่งในบทความนั้นจะให้รายละเอียดได้มากกว่า ทำให้เราเข้าใจขั้นตอนการแต่งงานแบบจีนเพิ่มมากขึ้น



ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก www.wedding.in.th

10 สิ่งสำคัญพิธีแบบไทย


ขั้นตอนธรรมเนียมในการปฏิบัติในพิธีแต่งงานแบบไทย ซึ่งรวมทั้งพิธีหมั้นและแต่งงานในวันเดียวกัน ถึงแม้จะรวบรัดแต่ก็ครบถ้วนตามประเพณี....

1.ผู้ใหญ่ฝ่ายชายเจรจาทาบทามสู่ขอ หาฤกษ์หมั้น รวมไปถึงฤกษ์แต่งงาน ซึ่งอาจเป็นวันเดียวกันหรือต่างวันก็ได้ ปัจจุบันนิยมยกขันหมากในวันแต่งงาน และมักจะรวมพิธีทั้งหมดในวันเดียว

2.การแต่งงานแบบรวมพิธีในวันเดียว จะเริ่มต้นตั้งแต่เช้า พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ คู่บ่าวสาวตักบาตร ถวายภัตราหาร เลี้ยงพระ และทำพิธีทางศาสนาจนเสร็จ

3.จากนั้นผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าวจัดเตรียมขันหมากและเครื่องบริวารประกอบ ได้แก่ พาน หรือขันสินสอดทองหมั้น พานแหวน พานขนม ผลไม้ และต้นกล้วย ต้นอ้อย ซึ่งนิยมจัดเป็นจำนวนคู่

4.แห่ขันหมาก ในขบวนจะมีเถ้าแก่เดินนำเจ้าบ่าวและพ่อแม่ตามด้วยผู้ที่ยกขันหมาก ต่อจากนั้นเป็นคนถือพานสินสอดทองหมั้น พานแหวน พานขนม ผลไม้ และต้นกล้วย ต้นอ้อย อาจมีกลองยาว และคนรำนำหน้าขบวนเพื่อสร้างสีสันให้งานก็ได้

5.ฝ่ายเจ้าสาวจะส่งเด็กๆ และญาติพี่น้องออกมากั้นขบวนโดยใช้สายสร้อยเงินหรือทองมากั้น ซึ่งฝ่ายเจ้าบ่าวจะต้อง แจกซองซึ่งมีเงินอยู่ เพื่อผ่านประตูเงินประตูทองต่างๆ จนเข้าไปถึงในบ้านฝ่ายหญิง

6.ฝ่ายเจ้าสาวจะออกมารับขันหมาก ซึ่งเมื่อจัดวางขันหมากเรียบร้อยแล้ว จะตรวจดู สินสอดทองหมั้น แหวน จากนั้น เถ้าแก่จะเรียกเจ้าสาวออกมา รอถึงฤกษ์จึงสวมแหวนเป็นอันเสร็จพิธีหมั้น

7.พิธีไหว้ผู้ใหญ่เจ้าบ่าวเจ้าสาวจะไหว้ตามลำดับอาวุโส แล้วจึงยกพานธูปเทียนแพมอบให้ จากนั้นผู้ใหญ่ให้ของรับไหว้ซึ่งเป็นเงินหรือของมีค่า อาจผูกข้อไม้ข้อมือได้ด้วยก็ได้ แล้วทั้งคู่มอบผ้าไหว้ให้ผู้ใหญ่ และกราบอีกครั้ง

8.พิธีหลั่งน้ำสังข์ คู่บ่าวสาวจุดเทียนและบูชาพระ จากนั้นพ่อแม่จะพาไปนั่งที่ตั้ง โดยที่เจ้าสาวนั่งทางซ้ายเจ้าบ่าวนั่ง ทางขวา ประธานคล้องพวงมาลัย เจิมหน้าผาก สวมมงคลแฝด แล้วจึงหลั่งน้ำสังข์อวยพร โดยพ่อแม่และผู้อาวุโส จะหลั่งน้ำที่ศรีษะ

9.ถ้าทำพิธีหลั่งน้ำสังข์ในช่วงเช้า จะตามด้วยการเลี้ยงอาหารกลางวัน และมีงานฉลองในตอนเย็นของวันนั้นอีกครั้งหรือไม่ก็ได้

10.พิธีปูที่นอน ผู้ที่มาปูจะต้องเป็นคู่สามีภรรยาที่รักกันมีลูกหลานและเป็นคนดี โดยมีของมงคลวางไว้ข้างที่นอน ได้แก่ ฟักเขียว หินบดยา แมวคราว เมื่อได้เวลาส่งตัว ผู้ใหญ่จะจูงเจ้าสาวเข้ามาหาเจ้าบ่าว แล้วให้โอวาท อวยพร


10 ข้อที่กล่าวมาน่าจะทำให้ทุกท่านเข้าใจพิธีการแต่งงานแบบไทยๆเรา อย่างง่ายๆ แต่ถ้าอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติมมากขึ้น ลำดับขั้นตอนที่ชัดเจน สามารถดูจากบทความอื่นใน sweety-wedding ได้

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก www.wedding.in.th

พิธีรดน้ำสังข์ และตำนานโบราณ


1. เครื่องประกอบพิธีรดน้ำสังข์
ชุดพิธีสงฆ์ จะประกอบไปด้วยอุปกรณ์สำหรับประกอบพิธี มีชุดโต๊ะหมู่ พรมรองนั่ง กระโถน แก้วน้ำ ธูป ดอกไม้ พร้อมชุดอาหารเลี้ยงพระ 2 วง แป้งเจิม และด้ายสายสิญจน์
ชุดหลั่งน้ำพระพุทธมนต์ ประกอบด้วย พวงมาลัยบ่าวสาว มงคลแฝด พานรดน้ำ (พานที่ใช้วางหอยสังข์) ชุดตั่ง หรือถ้านั่งพื้นสามารถ ใช้พรมรองนั่งได้ หมอนรองมือ พานพุ่มดอกไม้สำหรับรับ น้ำสังข์ ของชำร่วย และดอกไม้ประดับ 2 ข้าง เพื่อภาพถ่ายที่สวยงาม อาจจะมีดอกไม้ประดับ ด้านข้างซ้ายและขวา

2. เคล็ดลางความเชื่อ
ในเรื่องเกี่ยวกับพิธีรดน้ำสังข์นี้ ถือเคล็ดลางกันว่า หากเสร็จสิ้นแล้วฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลุกขึ้นก่อน โบราณว่าผู้นั้นจะเป็น ใหญ่ในครอบครัว ด้วยเหตุนี้ ผู้ใหญ่มักจะบอกให้ทั้งสองฝ่ายช่วยกันประคับประคองกันลุกขึ้นแทนที่จะยุให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดลุกขึ้นก่อน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาต่อไป

3. ทำไมต้อง หอยสังข์
สังข์ หรือหอยสังข์นั้น ประชาชนชาวไทย ต่างก็มีความนับถือกันว่า เป็นของที่เป็นอุดมมงคลอย่างสูงยิ่ง และในงานพิธีีมงคลต่าง ๆ ซึ่งจัดขึ้นในบ้านเรือน ของประชาชนชาวไทยเรา เราก็มักจะได้พบหอยสังข์ ซึ่งใช้เป็นที่หลั่งน้ำแด่คู่บ่าวสาวเพื่อจะทำให้อยู่เย็นเป็นสุข หอยสังข์ นั้นนอกจากจะใช้เป็นเครื่องหลั่งน้ำ เพื่อให้มีความสุขความเจริญแล้ว ยังใช้เป่าเพื่อให้ได้ยินเสียง ให้เกิดความเป็นสิริมงคลอีกด้วย บางความเชื่อก็ว่าที่เรานำหอยสังข์มาใช้ใน พิธีรดน้ำสังข์ ก็เพราะว่า สังข์ คือหนึ่งในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 14 อย่าง อันเกิดจากการกวนเกษียรสมุทรของเหล่าเทวดาและอสูร จึงถือเป็นของสิริมงคลสำหรับคู่บ่าวสาว ส่วนประเพณีการใช้น้ำพระพุทธมนต์บรรจุในสังข์ ก็โดยเหตุที่คนไทยเป็นพุทธศาสนิกชน ดังนั้นน้ำที่เกิดจากการ เจริญพระพุทธมนต์ จึงถือเป็น สิ่งมงคล ยิ่ง จึงทำให้ในพิธีแต่งงานได้นำน้ำมาบรรจุในหอยสังข์ การรดน้ำสังข์ จึงเสมือนเป็นการอวยพรให้คู่บ่าวสาวมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตคู่

4. ตำนานสังข์
มีที่มาจากเรื่องเล่าเป็นปรัมปราต่อกันมาว่า มียักษ์ตนหนึ่งชื่อว่า สังข์อสูร ยักษ์ตนนี้ได้มาพบพระพรหม ในขณะที่บรรทม หลับอยู่และมีพระเวทต่าง ๆ ไหลออกมาจากพระโอษฐ์ ก็ให้เกิดความอิจฉา จึงได้ขโมยเอาพระเวทต่าง ๆ นั้นไปเสียเพื่อที่ พวกพราหมณ์จะได้ไม่มีพระเวทเป็นเครื่องสวดอ้อนวอนพระพรหมและเทพเจ้าองค์อื่น ๆ ได้อีก แต่ในขณะเดียวกันนั้นพระนารายณ์ผู้เป็นเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นการกระทำของยักษ์สังข์อสูรนั้นทุกประการจึงติดตามไปเพื่อจะเอาพระเวท นั้นกลับคืนมา เมื่อยักษ์สังข์อสูรเห็น พระนารายณ์ติดตามตนมาในระยะกระชั้นชิด เช่นนั้นก็เห็นว่าเป็นการจวนตัวจึงได้กลืน พระเวททั้งหมดลงไปไว้ในท้องของตน แล้วกระโดดลงไปในน้ำมหาสมุทรดำน้ำ หนึหายไป เมื่อพระนารายณ์เห็นดังนั้น จึงได้เนรมิตร่างของพระองค์ให้เป็นปลาใหญ่ เที่ยวค้นหาตัวยักษ์สังข์อสูรเพื่อจะจับตัวไว้ให้ได้ก่อนที่ยักษ์สังข์อสูรนั้นจะทำลาย พระเวท ให้หมดไปจากโลก ในที่สุดพระนารายณ์ก็จับตัวยักษ์สังข์อสูรเอาไว้ได้ แล้วจึงทวงถามเอาพระเวทคืน แต่ยักษ์สังข์อสูรนั้นไม่ได้มีการเจรจาโต้ตอบแต่ประการใดได้แต่นิ่งเฉยอยู่เท่านั้น เมื่อพระนารายณ์ผู้เป็นเจ้าพิจารณาดูไปก็ได้ ้ทราบว่ายักษ์สังข์อสูรได้กลืนเอาพระเวทเข้าไว้ในท้องของตน จึงได้เอาพระหัตถ์บีบที่ปากของยักษ์สังข์อสูร จนเนื้อที่ปากนั้นปริออกมาตามระหว่างนิ้วของพระองค์แต่เมื่อทรงเห็นว่ายักษ์สังข์อสูรนั้นยังไม่ยอมคืนพระเวทอีก จึงได้ทรงเอานิ้ว พระหัตถ์ล้วงเข้าไป ในท้องของสังข์อสูรแล้วทรงค้นหาพระเวทซึ่งอยู่ในท้องของสังข์อสูร เมื่อทรงเอาพระเวทกลับคืนออกมาจากท้อง ของยักษ์สังข์อสูรได้จนหมดเรียบร้อยทุกพระคัมภีร์แล้ว พระนารายณ์ผู้เป็นเจ้าจึงได้ทรงสาปยักษ์สังข์อสูรนั้นว่า ขอให้เจ้าจงมีสภาพ ร่างกายเป็นอย่างนี้และจงอยู่แต่ในน้ำสืบไป อย่าได้ขึ้นมาบนบกอีกต่อไปเลย เมื่อชาวมนุษย์ทำงานมงคลใด ๆ จึงค่อยมาจับเอา ตัวเอ็งไปร่วมในงานพิธีมงคลนั้นด้วย เมื่อทรงสาปแล้วได้ทรงทิ้งร่างของยักษ์สังข์อสูร นั้นลงไปใน ในมหาสมุทรทันที แล้วจึงได้เอา พระเวทนั้นมาส่งคืนให้แก่พระพรหมผู้เป็นเจ้าของเดิม เมื่อยักษ์สังข์อสูรนั้นอยู่ในน้ำมหาสมุทรเนิ่นนานเข้าจึงได้กลับกลายมาเป็นหอยสังข์ และมีสภาพเหมือนกับคำที่พระนารายณ์ได้สาปไว้ทุกประการ ตามบริเวณร่างกายของหอยสังข์นั้น ได้มีรอยนิ้วพระหัตถ์ของพระนารายณ์ผู้เป็นเจ้ายังปรากฏอยู่ในขณะที่พระองค์ทรงบีบปากเพื่อค้นหาคัมภีร์พระเวทเมื่อครั้งแรก และที่ปากของหอยสังข์จึงเป็นรอยยาวออกมานั้น ก็เพราะพระนารายณ์ท่านลากคัมภีร์พระเวทต่าง ๆ ออกมาทางปากครั้น เมื่อถึงเวลาจะทำพิธีมงคลต่าง ๆ จึงจะนำหอยสังข์นั้นมาเข้าร่วมอยู่ในงานพิธีมงคล อย่างพิธีแต่งงานเพราะหอยสังข์เคยเป็นที่บรรจุพระเวทต่าง ๆ ไว้ในท้องของตนจนครบทุกประการนั่นเอง

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก www.key8wedding.com

ของชำร่วย

ของชำร่วยเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญที่ขาดเสียไม่ได้ เพราะหมายถึงที่ระลึกที่คู่แต่งงานเลือกสรร เพื่อมอบให้แก่แขกผู้มีเกีรยติที่มาร่วมพิธีแต่งงาน ในปัจจุบันของชำร่วยมีให้เลือกอย่างหลากหลาย สามารถหาดู และสั่งซื้อผ่านทางอินเตอร์เน็ทได้อย่างสะดวกง่ายดาย มาลองดูตัวอย่างของชำร่วยแต่งงานในปัจจุบันกัน

ของชำร่วยทำจากเซรามิค เช่น คนกอดกัน หมากอดกัน ปลาโลมาคู่ หนูกอดกัน หยินหยาง หมีกอดหัวใจ ลูกกอล์ฟคู่ ลูกเต๋า ไก่คู่ ลิงคู่ รองเท้าแตะ ถ้วยกาแฟ ตลับเซรามิค หลากหลายรูปแบบ



ของชำร่วยทำจากแก้ว เช่น แก้วเป็ก แก้วใส แก้วสกรีน



ของชำร่วยทำจากเทียน เช่น เทียนหมูทองคู่ เทียนทองแท่ง เงินจีนคู่ ทองหยิบทองหยอด ฟักเงินฟักทอง ปลาทองคู่ เทียนหอมดอกไม้ เทียนอะโรมา ชุดกำยาน เทียนเจล เทียนกล่องไม้ เทียนในเรือ



ของชำร่วยทำจากโลหะ เช่น พวงกุญแจโลหะ ที่ทับกระดาษ ที่หนีบกระดาษ



ของชำร่วยทำจากผ้าและกระดาษ เช่น กระเป๋าผ้าไหม กระดาษกระป๋อง กระดาษโน๊ต สมุดโน๊ต


ของชำร่วยทำจากไม้และสบู่ เช่น พวงมาลัยสบู่ พัดจีน หัวใจไม้หนีบ




ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://www.108gift.com

ฤกษ์แต่งงาน

การดูฤกษ์แต่งงาน
ฤกษ์การแต่งงาน ถือเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต ซึ่งเป็น การตัดสินใจ ระหว่างคน 2 คน ที่จะดำเนินชีวิตร่วมกัน การที่คู่แต่งงาน จะประสบความสำเร็จในชีวิตคู่ นอกจากการประคับประคอง การปรับตัว และดำเนินชีวิตอย่างถูกหลักของชีวิตแล้ว คนไทยแต่โบราณ ยังเชื่อกันว่าฤกษ์มีส่วนทำให้ การกระทำกิจใด ๆราบรื่นและประสบความสำเร็จไปได้ด้วยดี เรื่อง ฤกษ์แต่งงาน ก็เช่นเดียวกัน ตามตำราโหราศาสตร์ กล่าวถึงการหาฤกษ์ ตั้งแต่ สู่ขอ ยกขบวนขันหมาก ไปจนถึงฤกษ์ส่งตัว การหาฤกษ์แต่งงาน จะดูทั้งวัน เดือน ปี ที่สมพงศ์กันระหว่าง บ่าว - สาว คำว่า "สมพงศ์" นั้น หมายความว่า การร่วมวงศ์ตระกูลกัน หรือการแต่งงานนั่นเอง
คนไทยนิยมจัดพิธีแต่งงานในเดือนคู่ ตามปฏิทินจันทรคติ และวันที่เหมาะสำหรับ จัดพิธีแต่งงานมากที่สุด คือ วันศุกร์ เพราะมีเสียงพ้องกับคำว่า "สุข" เชื่อว่าจะทำให้ครอบครัว มีความสุข ความเจริญ และยิ่งถ้าได้จัดในวัน อธิบดี และ วันธงชัย ก็จะยิ่งดี
วันที่คนไทยห้ามจัดแต่งงานคือวันอังคาร และ วันเสาร์ เพราะถือว่าเป็น "วันแรง" และวันพุธ ก็ถือว่าชื่อของวันมีความหมายเป็นวันแรงเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม วันที่มีฤกษ์ดีเลิศเหล่านี้ มีเพียงไม่กี่วัน ใน 1 ปี สำหรับคู่แต่งงานบางคู่ ที่ไม่อยากรอฤกษ์นาน ก็อาจจะถือเอา "ฤกษ์สะดวก" คือ ปลอดจากฤกษ์ไม่ดีทั้งหลาย

รายละเอียดของฤกษ์แต่งงาน
ฤกษ์แต่งงาน เป็นฤกษ์ที่มีพิธีรีตองมากกว่า ฤกษ์มงคล อื่นๆ เริ่มตั้งแต่ ฤกษ์หมั้น, ฤกษ์วันแต่งงาน, บางรายต้องหา ฤกษ์ขันหมากตอนเช้าก่อนเที่ยง, ฤกษ์รดน้ำ, เรียงหมอน ฯลฯการด ูฤกษ์แต่งงาน ของคู่บ่าวสาว จะต้องมีการนำดวงชะตาของทั้งสอง มาวางฤกษ์ไม่ให้จันทร์จร เป็นอริ มรณะ และวินาศกับ ดวงชะตาและจันทร์เดิมและไม่วางลัคนา ดวงฤกษ์ต้องไม่เป็นอริ มรณะ กับดวงชะตาเดิม และ วินาศกับคู่บ่าวสาว
โบราณท่านแสดงถึงการให้ ฤกษ์มงคล ที่ดี
ให้ใช้ดิถี 3, 5, 6, 7, 10, 11, 12 ดี
เดือนให้ใช้เดือน 1, 2, 5, 6
ฤกษ์ที่ให้ได้ ฤกษ์ 4, 5, 9, 10, 12, 13, 14, 15, 18, 19, 21
ลัคนาฤกษ์ ให้อยู่ในราศี พฤษภ เมถุน กันย์ ตุลย์ ธนู กุมภ์ ดี และต้องให้พระจันทร์เป็นชอบแก่ลัคนา คือ ไม่เป็นอริ มรณะ และ วินาศแก่ลัคนา
เดือนที่ห้ามให้ฤกษ์แต่งงาน
เดือน 6 เดือน 3 ห้ามให้ฤกษ์ขึ้น หรือแรม 4 ค่ำ
เดือน 7 เดือน 10 ห้ามให้ฤกษ์ขึ้น หรือแรม 8 ค่ำ
เดือน 5 เดือน 8 ห้ามให้ฤกษ์ขึ้น หรือแรม 6 ค่ำ
เดือน 11 เดือน 2 ห้ามให้ฤกษ์ขึ้น หรือแรม 12 ค่ำ
เดือน 9 เดือน 12 ห้ามให้ฤกษ์ขึ้น หรือแรม 10 ค่ำ
เดือน 1 เดือน 4 ห้ามให้ฤกษ์ขึ้น หรือแรม 2 ค่ำ

วันที่ห้ามให้ฤกษ์แต่งงาน
วันอาทิตย์ ห้ามขึ้น / แรม 12 ค่ำ
วันจันทร์ ห้ามขึ้น / แรม 11 ค่ำ
วันอังคาร ห้ามขึ้น / แรม 7 ค่ำ
วันพุธ ห้ามขึ้น / แรม 3 ค่ำ
วันพฤหัสบดี ห้ามขึ้น / แรม 6 ค่ำ
วันศุกร์ ห้ามขึ้น / แรม 12 ค่ำ
วันเสาร์ ห้ามขึ้น / แรม 12 ค่ำ

วันจม ไม่ดี
เดือน 5 / 10 วันพฤหัสบดี วันจม
เดือน 1 / 6 วันอาทิตย์ วันจม
เดือน 7 / 2 วันจันทร์ วันจม
เดือน 8 / 3 วันอังคาร วันจม
เดือน 9 / 4 วันพุธ วันจม
เดือน 11 วันศุกร์ วันจม
เดือน 12 วันเสาร์ วันจม


ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก www.tlcthai.com

พิธีแต่งงานแบบไทย

องค์ประกอบของขบวนขันหมาก

เครื่องขันหมากหมั้น
ขั้นตอนพิธีแต่งงานแบบไทยแต่งงานแบบไทย หลายคนเคยได้ยินแต่ขบวนขันหมากแต่ง แต่ไม่รู้ว่ามีขันหมาก สำหรับ พิธีหมั้นด้วยซึ่งพิธี ก็เหมือนเป็นการประกาศว่า ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายเห็นชอบขบวนขันหมากหมั้น จะมีขันใส่หมาก และขันใส่ของหมั้น


ขันใส่หมาก จะมีหมากดิบ 8 ผล พลู 4 เรียง (เรียงละ 8 ใบ) หรืออาจใช้มากกว่านี้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับธรรมเนียมของแต่ละท้องถิ่น ขอแค่ให้เป็นจำนวนเลขคู่

ขันใส่ของหมั้น ซึ่งในสมัยก่อน มักจะเป็นทองรูปพรรณ เครื่องเพชรพลอย สร้อยต่างหูกำไลหรือแหวนทองมรดก จากบรรพบุรุษ ห่อไว้ด้วยผ้าหรือกระดาษสีแดง ให้เรียบร้อย สวยงาม ก่อนบรรจุ ลงในขัน สมัยนี้เปิด ผ้าแดงออกมามีแต่ธนบัตรล้วนๆ หลายปึกเรียงซ้อนกัน ก็นับว่าเข้าทีเหมือนกัน

ขันประกอบ มีการเพิ่มขันที่สามเข้าไปเพื่อเป็นขันประกอบโดยบรรจุใบเงินใบทอง ถุงเล็กถุงน้อยที่ใส่ข้าวเปลือก ข้าวตอก ถั่วเขียว และงา (เป็นจำนวนคู่) ซึ่งจัดไว้เพื่อเอาความหมายเกี่ยวกับความเจริญรุ่งเรืองและความงอกงามในวันข้างหน้า ส่วนขันใส่หมาก ขันใส่ของหมั้น ขันใส่ข้าวเปลือก ถั่วงา และใบเงินใบทอง ทั้งหมดจัดแต่งอย่างประณีต อาจมีการเย็บใบตองจับจีบประดับด้วยมาลัย ดอกรักและบานไม่รู้โรยแล้วคลุมด้วยผ้าอย่างดีให้เรียบร้อยสวยงาม

การเจรจาหมั้นหมาย
เมื่อผู้ใหญ่ทางฝ่ายชายให้คนยกเครื่องขันหมากหมั้นลงจัดวางเรียบร้อยแล้ว จึงเจรจากับผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิง แจกแจงว่าของที่นำ มาหมั้นมีอะไรบ้าง พอให้ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงเปิดดูข้าวของว่าถูกต้องครบถ้วนแล้ว ค่อยให้คนของฝ่ายตัวเองยกของทั้งหมดเข้าไปเก็บ ตามตัวเจ้าสาว ออกมารับหมั้น หลังจากนั้นจึงส่งภาชนะถาดขันทั้งหลายเหล่านั้นออกมาคืน ซึ่งส่วนใหญ่ครอบครัวฝ่ายหญิงมักเตรียม ของขวัญเล็กน้อยมีมูลค่า ต่างกันไปตามสถานะผู้รับไว้ให้ขบวนของฝ่ายชายครบทุกคนด้วย นอกจากนี้ในสมัยก่อนบ้านฝ่ายหญิงอาจ ต้องเตรียมพานใส่หมากพลูไว้ต้อนรับผู้ใหญ่ฝ่ายชายด้วย แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีใครกินหมาก ก็จะละไว้ไม่ต้องจัดเตรียมเรื่องของพิธีหมั้น มีบางกรณีที่ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน ว่าจัดรวบเสียวันเดียวกับงานแต่งก็ได้ โดยยกขบวนทั้งของหมั้นของแต่งในคราวเดียวเพื่อ ความสะดวก สำหรับกรณีที่ไม่เคร่งครัดจะไม่มีหมากพลูของหมั้นขันถาดอะไรเลย แค่ล้วงหยิบกล่องใส่แหวนออกมาจากกระเป๋า เสื้อเท่านั้นก็ย่อมได้ ถ้าทำความเข้าใจกันไว้แล้วอย่างดีแล้วค่อยไปให้ความสำคัญกับรายละเอียดของงานแต่งเพียงอย่างเดียวก็พอ

เครื่องขันหมากแต่ง
ขันหมากงานแต่งก็คล้ายกันกับขันหมากหมั้น เพียงแต่มีเครื่องประกอบเยอะกว่า มีการจัดหมวดหมู่ต่างออกไป คือต้องจัดแยกเป็นขันหมากเอก และขันหมากโท ซึ่งฝ่ายเจ้าบ่าวจะทำหน้าที่ยกไป เพื่อมอบใหเกับครอบครัวของฝ่ายเจ้าสาว ขันหมากเอก ประกอบด้วยขันหมากบรรจุหมากพลู หรืออาจจัดแยกเป็นหมากหนึ่งขันและพลูอีกหนึ่งขันก็ได้ จากนั้นต้องมีขันเงินสินสอดตามจำนวนที่ได้ตกลงกันไว้ โดยบางตำราระบุว่า ควรจะต้องมีถุงเล็ก ถุงน้อยใส่ถั่วงา ข้าวเปลือก ข้าวตอกใสามาในขันนี้ด้วย แต่ธรรมเนียมบางแห่งจัดแยกกัน คือจัดเงินสินสอดใส่ห่อผ้าลงในขันหนึ่ง แล้วจัดถุงข้าวและถั่วงาลงขันอีกใบหนึ่ง แต่ไม่ว่าจะอย่างไรสิ่งสำคัญคือ ต้องตกแต่งให้เรียบร้อยสวยงาม เช่นประดับ มาลัยดอกรักบาน ไม่รู้โรย ใบตองประดิษฐ์ และมีผ้าคลุมไว้ทุกขันเพื่อความเหมาะสม และต้องจัดให้ขันบรรจุหมากพลูมีขนาดใหญ่กว่าขันอื่นๆ ด้วย นอกจากนี้ ขันหมากเอกประกอบด้วยพานผ้าไหว้และเตียบเครื่องคาวหวาน จัดไว้เป็นจำนวนเลขคู่ตามเคย พานไหว้ ได้แก่ พานใส่ผ้าสำหรับไหว้ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิง โดยมากจัด 3 สำรับ สำรับแรกเป็นผ้าขาวสำหรับนุ่ง 1 ผืนและห่ม 1 ผืน เทียนและธูปหอม ดอกไม้อีกกระทง อันนี้สำหรับเซ่นไหว้ผีปู่ย่าตายาย ส่วนอีก 2 สำรับใช้ไหว้พ่อและแม่เจ้าสาว ไม่ต้องมีธูปเทียนและดอกไม้ กรณีที่ปู่ย่าตายายยังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่ต้องจัดพานผ้าไหว้เซ่นบรรพบุรุษ หรือผ้าไหว้สำหรับพ่อตาแม่ยายแทนที่จะใช้ผ้าเป็นผืนอาจเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าที่ท่านจะนำไปใช้งานได้จริง เตียบ คือภาชนะชนิดหนึ่งสำหรับใส่เครื่องของกิน เป็นตะลุ่มที่มีปากผายออกและมีฝาครอบ เตียบเครื่องคาวหวานในเครื่องขันหมากเอก มีไว้เพื่อเซ่นไหว้ผีปู่ย่าตายายหรือผีบ้านผีเรือนของบ้านเจ้าสาว โดยให้จัดไว้ 4 เตียบ เตียบแรกจะใส่เหล้า 1 ขวด เตียบสองไก่ย่าง 1 ตัว เตียบสามใส่ขนมจีนน้ำยาและห่อหมกปลาเตียบสี่เป็นมะพร้าวอ่อน ส้ม กล้วย รวมกับขนมหวานชนิดอื่นๆ ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ ด้วยแต่ละท้องถิ่นมีธรรมเนียมนิยมเรื่องอาหารต่างกันออกไปอยู่แล้ว ขอเพียงให้มีเหล้า 1 เตียบ และผลไม้ของหวาน 1 เตียบ ก็เป็นอันใช้ได้ ส่วนตัวเตียบนั้นอาจดัดแปลงเปลี่ยนเป็นพานหรือถาดก็ไใช้ได้เช่นกัน แต่ขอให้เตรียมผ้าสวยๆ ไว้คลุมปิดให้เรียบร้อยเป็นพอ (ในบางงานตัดการจัดเตียบออกไปเลยเพราะปู่ย่าตายายก็ยังอยู่กันครบแถมไม่ได้จัดงานที่บ้านจึงไม่ ต้องเซ่นไหว้ผีบ้านผีเรือน) ขันหมากโท เป็นเครื่องของประเภทขนมและผลไม้ บรรจุมาในขันหรือภาชนะอื่น เช่นถาดหรือ พาน ชนิดของขนมและผลไม้ไม่จำกัด ต่ส่วนมากมักใช้ชนิดที่นิยมในงานมงคลมีกล้วย ส้ม มะพร้าวอ่อน ขนมชั้น ฝอยทอง ข้าเหนียวแก้ว กะลาแม จัดเป็นคู่ทั้งจำนวนชิ้นขนม จำนวนภาชนะที่บรรจุ แล้วปักธงกระดาษสีแดงตกแต่งไว้ตรงกลางทุกขันหรือทุกถาด
ลำดับขั้นก่อนหลังการจัดขบวนนั้น ต้องเริ่มต้นด้วยเถ้าแก่ของฝ่ายเจ้าบ่าว ตามมาด้วยคนยกขันหมากเอก ซึ่งต้องเรียงตามลำดับคือ คนยกขันหมากพลู ขันเงินสินสอด ขันผ้าไหว้ และเตียบ หลังจากนั้นถึงต่อท้ายด้วยคนยักขันหมากโทอีกที ที่เห็นกันบ่อยๆ จนแทบจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของขบวนขันหมาก คือวงกลองยาวที่ตีฆ้องร้องรำนำหน้าขบวนกันมา สิ่งที่ช่วยสร้างสีสันอีกอย่าง ได้แก่ การตกแต่งหน้าขบวน ซึ่งนิยมใช้ต้นอ้อย 1 คู่ ถือเป็นการเอาเคล็ดเรื่องความหวาน ในบางท้องถิ่นใช้ต้นกล้วย 1 คู่แทน หมายถึงการมีลูกหลานมากมาย และที่ใช้ทั้งกล้วยทั้งอ้อยก็เหฌนกันอยู่บ่อยๆ ส่วนวงกลองยาวและต้นกล้วยต้นอ้อย หากสถานการณ์ ไม่อำนวย ไม่ต้องมีก็ได้ เพราะไม่ใช่องค์ประกอบสำคัญ แต่โดยส่วนมากก็มักจะอยากให้มีประกอบอยุ่ในขบวนด้วยเพื่อความสนุกสนานเฮฮาของทั้งเจ้าภาพและของแขกที่มาร่วมงาน ส่วนใหญ่แล้วผู้ทำหน้าที่ยกข้าวของเครื่อง ขันหมากเอกมักใช้ผู้หญิง ส่วนขันหมากโทจะเป็นชายหรือหญิงทำหน้าที่ยกก็ได้

การกั้นประตู

เป็นอีกเรื่องที่แรกเริ่มเดิมทีเป็นไปเพื่อความสนุก แต่ภายหลังแทบจะเป็นองค์ประกอบหลักของงานแต่งงานไปทีเดียว การกั้นประตู คือการขวางทางขบวนขันหมากฝ่ายเจ้าบ่าวไว้เมื่อเคลื่อนเข้ามาในเขตบ้านเจ้าสาว โดยใช้คนสองคนถือสิ่งของที่มีลักษณะยาวออกกางกั้นไว้ หากไม่มอบของกำนัลให้ ก็จะไม่ยอมให้ผ่านเข้าไปได้ การกั้นประตูจะต้องทำโดยญาติพี่น้องหรือลูกหลานในครอบครัวเจ้าสาว ส่วนใหญ่มักทำกัน 3 ครั้ง ครั้งแรกใช้ผ้ากางกั้นไว้ เรียกว่าประตูชัย ประตูที่สองใช้ผืนแพร เรียกว่า ประตูเงิน สุดท้ายกั้นด้วยสายสร้อยทอง เรียกว่า ประตูทอง ในแต่ละประตู เถ้าแก่ ของเจ้าบ่าวจะต้องเจรจาเพื่อมอบของขวัญ (ส่วนมากนิยมใช้ซองใส่เงิน) ก่อนจะผ่านประตูไปได้ ซึ่งมูลค่าของขวัญมักจะต้องสูงขึ้นตามลำดับด้วย

การรับขันหมาก
เมื่อขบวนขันหมากผ่านเข้ามาจนถึงตัวบ้านแล้ว ฝ่ายเจ้าสาวต้องส่งเด็กผู้หญิงถือพานบรรจุหมากพลูออกมาต้อนรับเถ้าแก่ฝ่ายเจ้าบ่าว เพื่อเป็นการรับขันหมากและเชิญให้เข้าสไปข้างใน เมื่อผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวออกมาต้อนรับพูดคุย และรับรู้เครื่องของในขบวนแล้ว ก็รับข้าวของเหล่านั้นไว้ และทำการเปิดเตียบ (ในกรณีที่มีเตียบในขบวน) เพื่อจุดธุปเซ่นไหว้ต่อไป รายละเอียดขั้นตอนต่างๆ แต่ละท้องถิ่นก็ต่างกันไป ถ้าจะว่ากันโดยสรุปแล้ว เมื่อผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าสาวนับสินสอดครบถ้วนแล้ว ก็ต่อด้วยการให้เจ้าสาวกราบผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย แล้วจัดการเลี้ยงอาหารแขกที่มาร่วมงาน ซึ่งการเตรียมอาหารเป็นหน้าที่ของฝ่ายเจ้าสาว จากนั้นแจกของขวัญหรือซองเงินให้คนยกขันหมากมาในขบวน (รวมทั้งให้ตัวเถ้าแก่ฝ่ายชายด้วย)

การรดน้ำสังข์
ขั้นตอนการหลั่งน้ำสังข์ให้มีในวันยกขบวนขันหมาก หรือจัดแยกวันไว้ในภายหลังก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสะดวก หรือ ฤกษ์ยามโดยเมื่อถึงเวลาที่กำหนด เพื่อนเจ้าบ่าวและเพื่อนเจ้าสาวจะพาคนทั้งสองมานั่งบนแท่นสำหรับหลั่งน้ำ แล้วเชิญประธานในพิธีจุดธูปเทียนจากนั้นสวมมงคลแฝดบนศรีษะเจ้าบ่าวเจ้าสาว แล้วโยงสายสิญจน์ไปยังหม้อน้ำมนต์เจิมหน้าผากด้วย แป้งเจิม แล้วเริ่มหลั่งน้ำสังข์ให้กับคู่บ่าวสาว อาจมีบางแห่งที่ปฏิบัติต่างกันไปบ้าง คือ ให้บ่าวสาวเป็นผู้จุดธูปเทียนบูชาพระแทน การรดน้ำสังข์นั้น จะรดเจ้าบ่าวหรือเจ้าสาวก่อนก็ได้ (แต่นิยมให้เจ้าบ่าวนั่งทางขวามือ)และจะรดบนศรีษะหรือบนมือที่มีพานดอกไม้รองรับอยู่ แต่เพื่อความเรียบร้อยจึงเป็นที่รู้กันว่าการรดบนศรีษะนั้นสงวนไว้ให้สำหรับผู้ใหญ่ประธานในพิธีผู้รดเป็นคนแรก และให้ศีลให้พรไปด้วย จากนั้นก็เป็นผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะให้พรไปพร้อมกับหลั่งน้ำ ส่วนคิวต่อๆ ไป มักเรียงลำดับตามอาวุโส ที่น่าสังเกตก็คือ ผู้หลั่งน้ำที่อายุรุ่นเดียวกันหรือยังไม่แต่งงานมักไม่นิยมให้พูดจาให้ศีลให้พรแก่คู่บ่าวสาว เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการหลั่งน้ำสังข์แล้ว จะจัดให้มีงาน เลี้ยงฉลอง สนุกสนาน กันอย่างไร สำหรับเรื่องงานเลี้ยงงานแต่งงาน สมัยนี้การที่ฝ่ายเจ้าสาวจะลุกขึ้นมาทำอาหารสำหรับ งานแต่งเห็นจะมีน้อยเต้มที เพราะต้องใช้กำลังคนจำนวนมาก และสถานที่ในบ้านอาจไม่กว้างพอ ดังนั้น การจ้างบริษัทจัดเลี้ยงหรือร้านอาหารให้จัดการให้ จึงเป็นวิธีที่เหมาะกว่า ซึ่งรายการอาหารในงานแต่ง ไม่มีกำหนดตายตัวอะไร แล้วแต่ความชอบในท้องถิ่นหรือในครอบครัว เพียงแค่หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดเกินควรและอาหารชื่อไม่เป็นมงคล เช่น ต้มยำต่างๆ ปลาร้าปลาแดก ตีนไก่ หอยขม ที่นิยมกันมาก ได้แก่ ขนมจีน เพราะเป็นเส้นยาว ให้ความหมายถึงชีวิตคู่ที่ยืดยาวนาน ส่วนขนมหวานงานแต่งนั้น นอกจากขนมชื่อมงคลต่างๆ แล้วยังมีขนมโบราณคือ ขนมกง ขนมชะมด และขนมสามเกลอที่มักใช้ในงานแต่งงานอยู่เสมอ ทั้งสามชนิดทำจากแป้งหรือถั่วบด ปั้นและทอดในน้ำมัน แต่ใ่ช้ส่วนผสมและวิธีทำต่างๆ กันไป ซึ่งร้านขนมไทยบางแห่งอาจยังพอทำเป็นอยู่บ้าง

พิธีส่งตัวเข้าหอ
เรื่องของการเข้าหอโดยหลักๆ ว่าด้วยพิธี 2 อย่าง นั้นคือ การปูที่นอน และการส่งตัว สมัยนี้มีหลายแห่งที่ถึงแม้จะจัดงานแต่งงานตาม ธรรมเนียมไทย แต่ก็ลดขั้นตอนพิธีเข้าหอเพื่อถือเคล็ดว่า บ่าวสาวจะได้มีชีวิตคู่ที่ดีเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ที่เป็นแบบอย่างคู่นี้ เพราะบางทีแต่งไม่ได้ จัดกันที่บ้านของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่จัดในสถานที่จัดงานอื่นๆ ครั้นจะวิ่งวุ่นหนีแขกหรื่อจากงานเลี้ยงฉลองเพื่อกลับมาทำพิธีเข้าหอที่บ้านเจ้าสาว (หรือบ้านเจ้าบ่าว) ก็จะเป็นไปได้โดยลำบาก บางรายทีการปลูกเรือนหอเพื่อรอย้ายเข้าไปอยู่ หากยังตกแต่งไม่เสร็จ ็ไม่รู้จะจัดพิธีเข้าหออย่างไร หรือกรณีที่ส่วนมากจัดงานเลี้ยงฉลองกันในโรงแรม โดยเจ้าบ่าวสาวพักค้างคืนเสียเลยในโรงแรมนั้น พิธีการต่างๆ เกี่ยวกับการเข้าหอก็อาจยุ่งยาก เกินกว่าจะเตรียมการได้อย่างครบถ้วน มีข้อสังเกตว่า ตามประเพณีดั้งเดิมนั้น เขาไม่มีการส่งตัวเข้าหอกันในวันแต่งงานทว่าต้องรอฤกษ์ดี สำหรับ การนี้โดยเฉพาะในวันหลัง ซึ่งบางทีนั้นก็อาจจะนอนหลายวันนับจากวันแต่งงานไปอีกก็ได้ พิธีปูที่นอน เป็นการจัดปูที่นอนในห้องหอคืนส่งตัว เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตของคู่บ่าวสาวต่อไปในอนาคตเดิมนั้นพ่อแม่ฝ่ายเจ้าสาว จะเชิญผู้ใหญ่คู่สามีภรรยาซึ่งชีวิตครอบครัวมีความสุขสมบูรณ์ ซื่อสัตย์สุจริต ไม่เคยทะเลาะหรือขัดแย้งกัน ต้องมีลูกแล้วและลูกเป็นคนดีด้วย เพื่อถือเคล็ดว่าเจ้าบ่าวเจ้าสาวจะได้มีชีวิตคู่ที่ดีเช่นเดียวกัน ผู้ใหญ่ที่ทำพิธีปูที่นอนนี้ต้องอาบน้ำให้สะอาดแต่งตัวเรียบร้อยสวยงามดีก่อน แล้วจึงเข้ามาในห้องหอเพื่อจัดเรียงหมอน 2 ใบ แล้วปัดที่นอนพอเป็นพิธี ไม่จำเป็นต้องปูที่นอนเองทั้งหมด จริงๆ ก็ได้ จากนั้นจัดวางข้าวของ ประกอบพิธีลงบนที่นอนอันได้แก่ หินบดยาหรือหินก้อนเส้าซึ่งใช้ก่อไฟในครัว หมายถึงความหนักแน่น ฟักเขียว หมายถึงความอยู่เย็นเป็นสุขแมวคราว (แมวตัวผู้ที่อายุมากแล้ว) หมายถึงการอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนพานใส่ถุงข้าเปลือก งา ถั่วทองหรือถั่วเขียว ซึ่งล้วนหมายถึง ความเจริญงอกงาม และขันใส่น้ำฝน เป็นความเย็น ความสดชื่นชุ่มฉ่ำหรือบางแห่งอาจเพิ่มถุงใส่เงินด้วยในระหว่างจัดวางของ จะให้ศิลให้พร ไปด้วย จากนั้นผู้ใหญ่ทั้งคู่ก็จะนอนลงบนที่นอนนั้นฝ่ายหญิงนอนทางซ้าย ฝ่ายชายนอนทางขวา แล้วกล่าวถ้อยคำที่เป็นมงคลต่าง ๆ แก่ชีวิตคู่ การส่งตัว แต่ดั้งแต่เดิมมาผู้ใหญ่จะนำเจ้าสาวเข้ามาส่งตัวในห้องหอซึ่งเจ้าบ่าวเข้ามาคอยอยู่ก่อนแล้ว ไม่ใช่ว่าส่งทั้งเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้ามาพร้อมๆ กันเหมือนสมัยนี้ การส่งตัวไม่มีอะไรซับซ้อน ส่วนสำคัญของพิธีอยู่ที่คู่ผู้ใหญ่ซึ่งทำพิธีปูที่นอนนั้นพาเจ้าบ่าวเข้ามาในห้องหอ เจิมหน้าผากอวยพร จากนั้นค่อยนำเจ้าสาวเข้าห้องหอตามมา โดยเจ้าสาวต้องกราบพ่อแม่และญาติผู้ใหญ่ฝ่ายของตัวเอง เพื่อเป็นการขอพร เมื่อเจ้าสาวเข้ามา ในห้องหอแล้ว แม่เจ้าสาวต้องเป็นผู้พามามอบให้กับเจ้าบ่าว พร้อมพูดจาฝากฝังให้ช่วยดูแล จากนั้นจะกล่าวให้โอวาทเกี่ยวกับการใช้ชีวิตคู่ ในขั้นตอนนี้ ธรรมเนียมบางท้องถิ่นจะให้พ่อแม่เจ้าสาวเป็นผู้กล่าวบางแห่งก็ให้กล่าวทั้งพ่อแม่เจ้าสาวและเจ้าบ่าว หรือบางแห่งให้ผู้ใหญ่ คู่เดิมซึ่งทำพิธีปูที่นอนเป็นผู้กล่าวแทนพ่อแม่ไปเลยก็มีซึ่งพอให้โอวาทจบ ก็ถือเป็นอันเสร็จพิธี

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก http://www.centerwedding.com
ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ท
Custom Search